ลักษณะพฤติกรรมและจิตใจของคนที่เกิดในปีต่างๆ

คนเกิดในปีชวด

มักเป็นคนที่วางตัวดีมีระเบียบแต่ก็เป็นคนเอาจริงเอาจัง โกรธง่ายหายเร็ว อารมณ์ร้อน แต่ก็รู้จักปรับตัวว่างตัวให้เข้ากับสถานการณ์ สภาวะแวดล้อมความเป็นอยู่ได้เป็นอย่างดี และรู้จักวิธีการในการเข้าหาผู้คน เข้าหาผู้ใหญ่ได้เหมาะสมกับโอกาสและถูกต้องตามกาลเทศะ

ทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบเป็นขั้นเป็นตอนมีแผนการในการทำงานแต่ก็สามารถทำสำเร็จลุล่วงด้วยความรวดเร็วและมีความคล่องตัวว่องไว

คนที่เกิดในปีฉลู

คนปีฉลูมักมีชีวิตที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ ผจญภัยอยู่หนึ่งเนืองq ไม่ย่อท้อ แม้ว่าความสำเร็จนั้นจะต้องใช้เวลาเนิ่นนานยังต้องผ่านพบประกับอุปสรรคต่างๆนานา อีกมากมาย ต้องผ่านความทุกข์ทั้งกายและใจเน็ตเหนื่อยทรมานมาก่อน

คนที่เกิดในปีขาล

มีอารมณ์แปรปรวนยิ่ง ถ้าในบางครั้งมีเรื่องมีราวกับเหตุกับสิ่งที่ตนหวังสิ่งที่ตนคิดไม่ได้ดั่งใจแล้วยิ่งจะทำให้มีอารมณ์แปรปรวนรุนแรงมากยิ่งขึ้น แต่บางจังหวะก็สามารถเก็บอารมณ์ เก็บความรู้สึกไว้ได้เป็นอย่างดี มีเรื่องความในใจมากมาย แต่บางทีก็เป็นเรื่องยากที่จะควบคุมสามารถจะระเบิด และระบายออกมาแบบสุดๆ ได้เต็มที่เพื่อให้รู้ดำรู้แดงไปเลย

 

คนที่เกิดในปีเถาะ

เป็นคนที่มีสองบุคลิกในคนคนเดียวกัน มีสองอารมณ์ อารมณ์หนึ่งสุขุมเยือกเย็นปล่อยไปตามอารมณ์ปล่อยไปตามสบายใครจะว่าอะไรก็ได้ไม่โต้ตอบไม่เถียงยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างเดียว อีกอารมณ์หนึ่งคือดื้อร้านขวางโลก ไม่ทำตามไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นเป็นเพราะเขามีสองอารมณ์

คนที่เกิดในปีมะโรง

เป็นคนทำอะไรทำจริง ไม่ว่าจะเป็นงานที่เป็นธุรกิจส่วนตัว หรือจะเป็นงานที่ด่วนมอบหมายมา หรืองานอะไรก็ตามที่ตนเองถนัดและชอบก็จะทำงานด้วยความกล้าความขยันของตัวเองให้ลุล่วงและสำเร็จผลได้อย่างรวดเร็วยิ่งถ้ามีคนชมเชยในผลงาน ชื่นชอบในผลงานของตน ยิ่งจะต้องทำให้ดีขึ้นไปอีก

คนที่เกิดในปีมะเส็ง

เป็นคนที่มีความสุขขุมรอบคอบ และหนักแน่น ใจเย็นเรียนรู้วิธีการปรับตัวปรับสภาพให้เข้ากับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดีพร้อมกับตนเองเป็นคนที่มีความอดทนขยันกล้าลุยกล้าเสียงเพียงแต่ค่อนข้างรอบคอบรอการตัดสินใจเช่นช้าไปนิดเพราะมาทำอะไรแล้วต้องมีการวางแผนที่ดีเสมอ

พฤติกรรมเดิมสู่การเชื่อมโยงกับปัจจุบันชาติ

กรรมจึงทำให้คนเราเกิดต่างที่ต่างเวลากันและแม้ว่าจะเกิดวันเดียวกันเดือนเดียวเวลาใกล้เคียงกันต่างสถานการณ์บางครั้งเพียงอาจจะได้หรือมีอะไรขายกันเท่านั้น

ทฤษฎีพฤติกรรมเดิมสู่การเชื่อมโยงกับปัจจุบันชาตินี้หมายถึงพฤติกรรมที่เราเคยทำเอาไว้เชื่อมโยงกับปัจจุบันที่เราเป็นอยู่นั้นเอง หากเขียนเป็นภาพพูดง่ายง่ายก็คืออำนาจกรรมเก่าจากอดีตชาติที่เราเคยทำไว้ส่งผลมาสู่ในชาติปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ที่ห่างไกลพุทธศาสนาอาจจะไม่เข้าใจและเพียรถามอยู่หนึ่งเนืองว่าเพราะเหตุใดหนอเค้าจึงต้องเชื่อเรื่องของกรรมเก่ากัน

อะไรหนอที่จะพอเป็นหลักฐานได้ว่ามีความเชื่อมโยงกันแม้ว่าจะยากนะกับการเขียนอธิบายแต่ก็จะพยายามยกตัวอย่างให้เห็นพอสังเขป

 ลักษณะของการเชื่อมโยงระบบกรรมก็เป็นเช่นนี้แล

คุณเกิดมาอยู่ในภาวะบริบทแวดล้อมของพระพุทธศาสนาได้เห็นพระสงฆ์อยู่หนึ่งเนืองบ่อยครั้งตลอดชีวิตถามว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ว่าโลกนี้เคยมีพระพุทธเจ้าปรากฏบนโลกนี้จริงๆแน่ล่ะคุณย่อมจะต้องตอบว่าเชื่อว่ามีอยู่จริง

คุณเคยมีความรู้สึกอย่างนี้ไม่ว่าใครสักคนที่คุณไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยเมื่อมาเจอหน้ากันในชาตินี้เป็นครั้งแรกคุณก็เริ่มรู้สึกว่าชอบเขาคนนั้นเราจริงๆชอบมากรักหัวปักหัวปัม

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งสองลักษณะนี้มาจากการเชื่อมโยงของพฤติกรรมจากเดิมมาสู่ปัจจุบันทั้งสิ้นก็คือเรื่องของกรรมนั้นเอง

คนใหญ่มักทำตัวเล็ก คนเล็กมักทำตัวใหญ่

เป็นคำที่ปราชญ์ทั้งหลายสรรเสริญ ดังนั้นหากท่านพบเจอใครก็ตามที่ทำตัวเล็กๆ เหมือนคนไม่มีอะไรธรรมดา บางครั้งคนเหล่านั้นอาจจะรู้อะไรดีๆ รู้จักจริงๆ เป็นคนใหญ่โตจริง

ผมเคยเจอใครบางคน อยู่ในค่ายการเมืองพรรคสะตอ ทำนามบัตรสวยหรู ที่นามบัตรเขียนชื่อและระบุตำแหน่งหนเสร็จสรรพ เลขานุการที่ปรึกษาของที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

อ่านแล้วเวียนหัว…คนไม่รู้ก็มองว่าดูใหญ่โตเสียเหลือเกิน แต่คนมีความรู้เขาเห็นเขาก็อมยิ้ม ความหมายของนามบัตรนี้หมายถึงอะไร กล่าวคือ  มีที่ปรึกษาของท่านนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งบังเอิญท่านที่ปรึกษามีเพื่อนสนิทคนหนึ่งเลยตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของตน จากนั้นเจ้าเพื่อนสนิทที่ว่ามีเลขาส่วนตัวคนหนึ่งแล้วเจ้าเลขาก็เลยไปพิมพ์นามบัตรตามที่กล่าวมาแต่ต้นว่าเป็นตำแหน่งนั้น

ลักษณะแบบนี้ล้วนแต่ของปลอมหมดแหละ เพราะตำแหน่งทางด้านการเมืองจริงๆ ที่กฏหมายรองรับมีเพียงไม่กี่ตำแหน่ง แต่คนเมื่อเห็นนามบัตรผ่านๆ หรือไม่ได้อยู่ในแวดวงการเมืองก็ไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไหร่นัก

                   ขอให้ในนามบัตรตนเองมี คำว่า รัฐมนตรี, นายกรัฐมนตรี และอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการเมืองแค่นี้ ตนเองพอใจแล้ว เอากร่างได้ อวดได้ พูดโอ่อวดใครต่อใครได้แค่นั้นเอง

ดังนั้นคนใหญ่จริงย่อมตัวเล็ก มีแต่คนตัวเล็กนี่ชอบทำตัวใหญ่ แบบอวดตัวอวดตน ผมเคยเจออยู่คนนึง เขาไม่เคยทำนามบัตร อะไรเลยว่าจตำแหน่งแห่งหนใด

แต่เชื่อหรือไม่ว่า เขามีบารมีจริง มีทุกข์ร้อนอะไร ไปปรึกษาได้หนทางแก้ไขได้หมด

สิ่งที่เห็นไม่เป็นอย่างที่คิด

คนที่เต็มและบริบูรณ์ด้วยปัญญาแล้วนั้น เหมือนน้ำที่เต็มแก้ว เวลาเคลื่อนย้ายจะไม่มีเสียงดัง ส่วนคนที่ยังไม่เต็มบริบูรณ์ด้วยสติปัญญานั้น เหมือนน้ำที่ยังพร่องแก้ว (ไม่เต็มแก้ว) เวลาเคลื่อนย้ายย่อมเสียดัง

สิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้าของเรานี้ ในบางครั้งก็สุดแสนจะดูดีและเข้าท่าแต่ในความเป็นจริงอาจจะไม่ใช่

มนุษย์ยุคนี้มักชอบมีนิสัยอวดตัวยกตนข่มท่านเสมอ บางครั้งเผลอใจไปคิดว่าคนอื่นโง่หมด ตัวเองฉลาดอยู่คนเดียว สมัยก่อนเคยมีความคิดว่าเราต้องมองคนในแง่ดี แต่แล้วที่สุดกฺ็ทำให้เสียเวลาไปเปล่าประโยชน์เพราะสุดท้ายก็ไม่ได้ทำหรือเป็นอะไรอย่างที่เขาแสดงด้วยวาจาเลย ดังนั้นต่อไปเราต้องมองคนด้วยหลักแห่งธรรมะ กล่าวคือ มองแบบกลางๆ แล้วเราจะไม่ผิดหวัง แต่หากเราได้หลักในการมองอย่างมีเหตุและผลจะเข้าใจทันทีว่าความจริงคืออะไร

ผมเชื่อว่าทุกคนอยากรู้เคล็ดลับในการดูบุคคลแต่ละคนที่เข้ามาสู่ชีวิตของคุณว่า จะมาดีหรือมาร้าย จริงหรือเท็จ ซึ่งหากจะกล่าวกันตรงๆ สูตรในลักษณะตายตัวการดูบุคคลนั้นไม่มี เพียงแต่สิ่งที่นำเอามาเขียนนี้มาจากการสถิติซึ่งอาจจะคล้ายกับระบบโหราศาสตร์อยู่บ้าง แต่การเขียนนี้มาจากการสังเกต บันทึก จดจำ และประมวลผลจากพฤติกรรมด้วยส่วนหนึ่งและส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับระบบของกรรมในพุทธศาสนาด้วย

  • จากสิ่งที่เห็นและความจริง

คนรวย….เราอยากจะรู้ว่าคนที่รวยจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร หลายคนอาจจะมีความคิดที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็ว่าต้องใส่เครื่องประดับทองคำ บ้างก็ว่าต้องขับรถราคาแพง บ้างก็ว่าต้องแต่งตัวดูดีเสมอ

  • ลักษณะของคนที่รวยมาตั้งแต่เกิด

คนที่ร่ำรวยมาตั้งแต่เกิด เขาเหล่านั้นชาชินกับฐานะของตนเองอยู่เป็นทุนเดิม เพราะพ่อแม่สร้างเอาไว้ให้อย่างครบครัน

สิ่งที่พิสูจน์ได้ชัดเจน คือ คนที่รวยในลักษณะนี้จะไม่อวดรวยเพราะความรวยที่มีมาแต่เกิดนั้นเองทำให้เกิดความเคยชิน อีกทั้งของบางอย่างที่แพง บางทีเขาก็ถึงกับอุทานว่าแพง แต่ก็ซื้อ และเป็นการซื้อที่ไม่ต้องคุยอวดว่าจะซื้อด้วยซ้ำ

  • ธรรมชาติที่บ่งบอกฐานะว่าร่ำรวย

เชื่อหรือไม่ว่า แม้เขาไม่ใช้สินค้าหรือเครื่องประดับที่มีชื่อมียี่ห้อใดๆ เลย ตั้งแต่เสื้อผ้ารองเท้านาฬิกา เราก็รู้ได้ว่าเขาเป็นคนรวย และสิ่งที่บอกกล่าวได้ว่าเขาเป็นคนรวย คือ ลักษณะของแววตาคนที่รวยมักอยู่กินสะดวกสบายไม่เป็นทุกข์เรื่องอยู่เรื่องกินเป็นแน่นอน

เปลี่ยนศตวรรษ สัจธรรมเปลี่ยนตาม

 “คนเราทุกคน สามารถอยู่ดีมีสุขได้ หากรู้จักประหยัดและเก็มหอมรอมริบ” คำสอนที่พวกเราหลายคน คุ้นเคยกันดี แต่สมัยนี้ ‘สัจธรรม’ มันเปลี่ยนไปแล้ว

น่าเศร้า ที่บางคนศรัทธาในคติพจน์ดังกล่าวมาก ถึงขนาดจำกัดความต้องการของตัวเองและคนรอบข้างเอาไว้ ใช้ชีวิตราวกับว่าพรุ่งนี้จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่

คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยเรา มักเข้าใจว่า ‘การใช้ชีวิตอย่างกดข่มความต้องการ’ เป็นคุณธรรมข้อหนึ่งที่น่ายกย่องสรรเสริญ เหล่าคนที่ยังมีชีวิตลำบากยากจนข้นแค้นอยู่ ก็คือ คนส่วนใหญ่เหล่านั้นนั่นเองแล

ขอย้ำอีกครั้งว่า “ถ้าคุณอยากมีความสุข ต้องหาทางรับสิ่งต่างๆเพิ่มเข้ามาในชีวิต ไม่ใช่เอาแต่ตัดออกไป”

ไม่ว่าจะรับรายได้ รับโอกาส รับความนิยม ฯลฯ สัจธรรมยุคใหม่นี้ ที่เห็นจริงก็คือ…… “ขยันผิดวิธี สิบปีก็ยังไม่สำเร็จ”

ในขณะเดียวกันถ้ามีเครื่องมือและทัศนคติที่ถูกต้อง ใช้เวลาแค่ข้ามคืนเดียว ก็อาจจะรวยได้สบายๆ โรเบิร์ต ที คิโยซากิ ผู้เขียนหนังสือ

‘พ่อรวยสอนลูก’ กล่าวว่า “ถ้าอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องพยายามหารายได้เพิ่มขึ้น ไม่ใช่ลดความต้องการของตัวเองลง”

นั่นถือเป็นคำกล่าวที่ถูกต้อง และควรยืดถือมาเป็นแนวทางใช้ชิวิตมากกว่า เพราะมันสอดคล้องกับกฏธรรมชาติอย่างยิ่ง

อนิจจา คนในสังคมส่วนใหญ่ มักจะรับความเชื่อและแนวคิดจากผู้อื่นมาเป็นปรัชญาอันสูงส่ง เพื่อใช้ในการดำรงชีวิต โดยไม่เคยวิเคราะห์หาคำตอบที่เป็นจริง เพราะส่วนใหญ่ยังคงเสพติดคำคม นิยมละคร และใช้ชีวิตโซเชียล /โลกออนไลน์ เหมือนคนนอนครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้เบื่อชีวิตและตกต่ำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

การมีชีวิตที่เพียงพอ ไม่ได้หมายถึงมีแค่ที่ซุกหัวนอน หมอนหนุนหัว และมีข้าวกินไปวันๆเท่านั้น …..แต่มันยัง หมายถึงชีวิตที่มีคุณภาพ มีความสุข มีอิสระทั้งกายและใจ ไม่ต้องพึ่งพาใคร

 

ปราศจากความกังวล ปราศจากความกลัว กลัวว่าจะถูกใครรังแก กลัวว่าค่าใช้จ่ายฉุกเฉินยามเจ็บป่วยจะไม่เพียงพอ กลัวว่าจะไม่สามารถหาเลี้ยงตนเองตอนแก่ได้ และกลัวว่าจะต้องตายอย่างโดดเดี่ยว

ปกติแล้ว เมื่อถึงจุดๆหนึ่งในวัยผู้ใหญ่ คนไทยเรามักจะคิดหาทางร่ำรวยและประสบการสำเร็จ ด้วยการวิ่งเข้าหากำลังใจและคำแนะนำจากบรรดาผู้ที่ตั้งตัวเป็นกูรูหรือภาพลักษณ์ประสบความสำเร็จก่อน  อันที่จริงแล้ว การหาทางออกให้กับชีวิตของพวกเขา เป็นเรื่องที่เข้าใจได้และไม่ใช่สิ่งที่น่าตำหนิ เพราะใครๆก็อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยกันทั้งสิ้น ……คำถาม คือ ทำไมคนส่วนใหญ่จึงยังมีชีวิตครึ่งๆ กลางๆ ย่ำอยู่กับที่ ?

ธรรมชาติมักหักหลังมนุษย์เสมอ

             

คำว่าธรรมชาติไม่ได้หมายถึง ฟ้า ลม ฝน หนาว แต่หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างอันที่อยู่รอบตัวของเราทั้งหมดแม้แต่มนุษย์ด้วยกันเองอย่าไปคิดว่ามนุษย์ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ความจริงแล้วมนุษย์คือ ธรรมชาติชนิดหนึ่งต่างหาก เหตุที่ธรรมชาติหักหลังมนุษย์ไม่ใช่เพราะธรรมชาติไม่ดีเลวร้าย แต่เป็นเพราะทุกสรรพสิ่งแห่งความเป็นธรรมชาตินั้นมันไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้แน่นอน

ความไม่แน่นอน คือ สิ่งที่ธรรมชาติจัดสรรให้กับมนุษย์เอาไว้เพื่อเรียนรู้และยอมรับ แต่มนุษย์กลับมีความคิดต้องการ ที่จะเอาชนะธรรมชาติเสียเหลือเกิน

“ในเมื่อธรรมชาติแห่งความจริง มันไม่แน่นอน ดังนั้น ควรมองทุกอย่าง ด้วยหัวใจที่เป็นกลาง”

ไม่ถลำลึก ไม่เข้าไปจนสุดหัวใจ ยืนรู้อยู่ดูด้วยความเป็นกลาง เพราะความเป็นตรงอย่างไม่เอนเอียงจะทำให้เราเห็นความจริงบางอย่างของธรรมชาติทั้งปวงได้ลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติชนิดไหน โดยเฉพาะธรรมชาติในนิสัยหรือพฤติกรรมของมนุษย์ทุกคน

มองง่ายๆ…นักการเมืองบางทีมีชื่อได้ตำแหน่งทางการเมืองสำคัญๆได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงนั่นกระทรวงนี่ อีกทั้งมีข่าวทางสื่อมวลชนนำเสนอว่าได้เป็นแน่ๆ หัวใจของตัวเองพองโต แอบเดินเข้าไปในกระทรวงเพื่อมองห้องทำงานของตัวเอง เผลอๆ มีไปสั่งเฟอร์นิเจอร์ตระเตรียมความพร้อม แต่เมื่อผลออกมา แห้ว…ไม่ได้เป็นอะไรเลยก็มี

ด้วยเพราะธรรมชาติมักหักหลังมนุษย์อย่างนี้ จึงกล่าวได้ว่าสิ่งที่เห็นย่อมไม่เป็นอย่างสิ่งทีคิดเสมอไป การใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความหวังนั้นเป็นสิ่งที่ดีแต่ต้องหวังแบบตรงกลางที่มีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่หวังแบบเข้าข้างตัวเองแบบสุดโด่ง หรือถ้าหากจะให้อธิบายตามหลักธรรมะ “ทุกสรรพสิ่งแห่งธรรมชาติบนโลกใบนี้ ไม่เที่ยงมนุษย์มักแสดงออกถึงสิ่งที่ตรงกันข้ามกับตัวเองเสมอ บริบทและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป”