เลียนแบบเศรษฐี

เมื่อวันก่อนผมตัวหนังสือที่น่าสนใจ ซึ่งเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก 30 กิโลกรัมภายในหนึ่งปีด้วยการเลียนแบบพฤติกรรมของคนสวยแล้วคนที่หุ่นดี

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เก็บรวบรวมข้อมูลจากบล็อกเกอร์ของสาวสวยหุ่นดีกับสาวอวบและสังเกตุเห็นความแตกต่างระหว่างผู้หญิงทั้งสองประเภทเช่นอาหารที่สาวสวยหุ่นดีกับสาวอ้วกกินช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สาวสวยหุ่นดีกินสลัดอย่างเดียวในมือกลางวันหรือพูดได้หน้าตาเฉยว่าวันนี้ฉันจะไม่กินข้าวอีกทั้งยังได้ออกกำลังกายทุกเช้าและสวมใส่เสื้อผ้าเข้ารูป

ส่วนสาวอวบนานพอลดน้ำหนักลงมาได้นิดหน่อยก็เลือกที่จะให้รางวัลตัวเองเป็นการกินเช่นไปร้านบุฟเฟ่เนื้อย่างและตบท้ายด้วยบีบีมบับ เพราะไปดูหนังก็กินป๊อบคอร์นหมดก่อนที่หนังจะฉายเสียอีก นอกจากนี้สาวอวบอย่างรูปแผนผังของร้านสะดวกซื้อเป็นอย่างดีเพราะเวลาซื้อของกินบ่อยและชอบใส่เสื้อตัวโคร่งเพื่ออำพรางลูกปลา บล็อกเกอร์สาวอวบมีแต่เนื้อหาที่ชวนให้คิดว่ามิน่าล่ะถึงอ้วน สาวสวยหุ่นดีคงไม่กินบุฟเฟ่เนื้อย่างแล้วตบท้ายด้วยบีบีมบับและคงไม่กินป๊อบคอร์นที่โรงหนังด้วยภรรยาของผมก็ผอมแล้วมากินป๊อบคอร์นเช่นกันครับ ผู้ที่คิดค้นสิ่งนี้เลียนแบบสิ่งที่สาวสวยหุ่นดีทำเท่าที่จะทำได้และสามารถลดน้ำหนักได้ภายใน 30 กิโลกรัมหนึ่งปีในทำนองเดียวกันบล็อกเกอร์เศรษฐีกับบล็อกก็คนทั่วไปย่อมมีเนื้อหาที่แตกต่างกัน

ถ้าคุณลองคิดว่าเศรษฐีเค้าทำตัวแบบไหนและมีหลักเกณฑ์อย่างไรในการใช้เงินคุณก็จะมีโอกาสเป็นเศรษฐีได้อย่างแน่นอน

ในทางจิตวิทยาการทำแบบนี้เรียกว่าการเลียนแบบตัวอย่างเช่นลองคิดดูนะครับว่าเศรษฐีจะไปร้านสะดวกซื้อทุกวันหรือไม่

กินขนมทุกเย็นหรือเปล่า
ซื้อถ้วยชาม หรือเครื่องใช้ในครัวที่ร้าน 100 เยนไหม

เปิดลิ้นชักตู้ทิ้งไว้หรือเปล่า

การนำวิธีคิดของเศรษฐีมาใช้คือทางลัดสู่การเป็นเศรษฐีครับ

ถ้าเป็นเศรษฐีเจอแบบนี้จะทำอย่างไร
ถ้าเป็นเศรษฐีจะทำตัวแบบไหน
ถ้าเป็นเศรษฐีวันที่ฝนตกจะกางร่มแบบไหน
ถ้าเป็นเศรษฐีจะขับรถอะไร
ถ้าเป็นเศรษฐีจะทะนุถนอมข้าวของหรือใช้อย่างไม่ใส่ใจหรือไม่

ลองนึกภาพเศรษฐีเราเลียนแบบดู

ผมเรียกวิธีนี้ว่าการเลียนแบบเศรษฐีครับถ้าคุณทำตัวเลียนแบบเศรษฐีเป็นประจำคุณจะได้เรียนรู้วิธีคิดหรือวิธีเป็นอยู่ของเศรษฐี

แต่ข้อความที่ต้องระมัดระวังอยู่ก็มีอยู่บ้างเศรษฐีที่ร่ำรวยจากความสามารถของตัวเองกับเศรษฐีที่ร่ำรวยด้วยความบังเอิญจะมีวิธีเป็นอยู่ในด้านที่เกี่ยวกับเงินแตกต่างกัน

เศรษฐีที่ร่ำรวยด้วยความบังเอิญจะเลือกซื้อของโดยใช้ราคาเป็นเกณฑ์ตัดสินใจแม้แต่ของที่ไม่อยากได้ก็ยังเลือกแพงหรือของที่ดูมีราคาสูง แต่เศรษฐีที่ร่ำรวยจากความสามารถของตัวเองจะเลือกซื้อของด้วยเอาตัวเองเป็นที่ตั้งเช่นซื้อเพราะชอบหรือซื้อเพราะมันมีประโยชน์กับตัวเอง

อย่าลืมว่าคุณต้องเลียนแบบเศรษฐีที่ร่ำรวยมาจากความสามารถของตัวเองซึ่งมักจะเลือกซื้อของโดยเอาตัวเองเป็นที่ตั้งแล้วเราจะแยกแยะเศรษฐีทั้งสองประเภทออกจากกันได้อย่างไรในความรู้สึกส่วนตัวของผมแล้วเศรษฐีที่ร่ำรวยจากความสามารถของตัวเองมักจะมีรูปร่างสมส่วนหรือไม่อ้วนเพราะเค้าจะคิดว่าตัวเองมีเงินและหาเงินได้ตลอดเวลาจึงไม่เก็บสะสมสิ่งต่างๆไว้โดยไม่จำเป็นฉะนั้นลองเรียนแบบเศรษฐีที่มีรูปร่างสมส่วนดูนะครับ

จงทำตัวเสมือนว่า “มีเงิน”

พอผมบอกว่าให้เลือกซื้อของโดยไม่ต้องดูป้ายราคาคงมีหลายคนโอดครวญว่าต้องเป็นคนที่มีเงินเท่านั้นแหละถึงจะทำแบบนั้นได้ไม่ก็มีเงินมากพอจะซื้ออะไรตามใจชอบได้ที่ไหนล่ะ

แต่คุณเข้าใจผิดครับเราไม่จำเป็นต้องมีเงินก่อนถึงจะซื้อของที่ชอบได้เหมือนกับที่เราไม่จำเป็นต้องว่ายน้ำให้เป็นก่อนแล้วค่อยไปทะเลหรือรอให้พร้อมก่อนแล้วถึงจะใส่ชุดไว้นามที่อยากใส่ลองใส่ดูเลยแม่มันสลัดรูปแบบบ้างก็ตาม

ในทำนองเดียวกันคุณต้องเราคิดว่าต้องมีเงินก่อนถึงจะเลือกซื้อของตามความชอบได้ลองทำตัวเสมือนว่ามีเงินเราเปลี่ยนมาเรียกซื้อของตามความชอบแทนราคาดูครับ

ถ้าคุณเชื่อว่าตัวเองไม่มีเงินคุณก็จะไม่มีเงินตลอดไปแต่ถ้าคุณลองทำตัวเสมือนว่า มีเงินคุณจะต้องแปลกใจที่พบว่าตัวเองมีเงินมากขึ้นจริงๆ บางคนอาจจะบอกว่าตอนนี้ก็มีเงินอยู่แล้วถ้ายังไปซื้อของที่ชอบอีกคนจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือเดือนนี้ไม่ได้แน่แน่

แต่ลองนึกดูดีดีนะครับจริงๆแล้วคุณมีเงินคุณมีข้างโทรศัพท์มือถือมีเงินสำหรับค่าหารค่ารถไฟค่าเดินทางไปหาเพื่อนนะคะนิตยสารคุณแค่ต้องเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่ชอบ มากกว่าสิ่งที่คิดว่าจำเป็นเท่านั้นเองโดยสิ่งที่ชอบในที่นี้ก็คือสิ่งที่ทำให้รู้สึกสนุกครับ

ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่ผมขอยืนยันว่าคุณมีเงิน

ดังนั้นให้คุณลองทำตัวเสมือนว่ามีเงินแล้วใช้จ่ายตามความชอบดูแล้วคุณจะตระหนักว่าตัวเองมีเงินอยู่จริงๆและก็จะมีเงินใหม่หมุนเวียนเข้ามาการเลือกซื้อของ โดยยึดความชอบแทนราคาจะนำพาความมั่งคั่งและเงินมาให้ครับ

สร้างนิสัยที่ดึงดูดเงิน

 

เลือกซื้อของที่ชอบไม่ใช่เพราะราคาถูก

ในบทนี้ผมจะพูดถึงนิสัยที่ดึงดูดเงินอย่างละเอียดครับการเปลี่ยนวิธีเป็นอยู่เป็นการฝึกจิตอย่างหนึ่งซึ่งคุณควรฝึกฝนเป็นประจำจนติดเป็นนิสัย

แล้วจากนี้ผมไปจะขอแนะนำวิธีฝึกที่จะช่วยให้คุณเปลี่ยนวิธีเป็นอยู่ในด้านที่เกี่ยวกับเงินได้ลองเริ่มจากสิ่งที่ตัวเองทำดูนะครับ

เรื่องแรกที่ผมจะแนะนำคือการฝึกเลือกซื้อของตามความชอบแทนการเลือกจากราคา

คนที่ชอบพูดว่ามีเงินไม่พอใช้หมักดำเนินชีวิตด้วยการใช้ราคาเป็นเกณฑ์ตัดสินใจกล่าวคือเลือกซื้อของจากราคาโดยดูว่าถูกหรือแพงคุ้มหรือไม่แทนที่จะเลือกซื้อเพราะชอบอย่างแท้จริง

ผมเองก็เคยเป็นแบบนั้นมาก่อนผมชอบของราคาถูกมากๆเลยทำให้เกิดเหตุการณ์ในทำนองเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่ายอยู่ไปบ่อยเช่นซื้อเครื่องไฟฟ้าราคาถูกที่ใช้ได้ไม่นานก็เสียถ้าลงทุนซื้อของคุณภาพดีราคาสูงแต่แรกไปเลยยังจะประหยัดมากกว่า

ผมจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ “เงินร่อยหรอโดยไม่รู้สาเหตุและเงินขาดมืออยู่เสมอ”

หากคุณดำเนินชีวิตด้วยการใช้ราคาเป็นเกณฑ์ตัดสินใจคุณจะไม่สามารถหลุดพ้นจากความกลัวและความกังวลว่าเงินจะหมดได้เพราะต้องคอยคำนวนเงินอยู่ตลอดเวลาหากคุณอยากเป็นอิสระจากความกลัวและความกังวลให้คุณเลิกใช้ราคาเป็นเกณฑ์ตัดสินใจแล้วเปลี่ยนมาใช้ความชอบเป็นเกณฑ์ตัดสินใจแทนครับ

เวลาไปซื้อของผมอยากให้คุณลองเลือกซื้อของตามความชอบโดยไม่มองป้ายราคาดูครับแน่นอนว่าสำหรับคนที่ดำเนินชีวิตด้วยการดูป้ายราคามาตลอดคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากอยู่สักหน่อยแต่ผมก็อยากให้คุณลองทำดูเพราะแค่ลงมือทำวิธีเป็นอยู่ของคุณก็จะเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว

การทำแบบนี้จะช่วยคุณตระหนักว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเองอยากได้จริงๆ

ใครใครก็บอกว่าอยากได้เงินแต่ที่จริงแล้วคนเราไม่ได้อยากได้โลหะหรือกระดาษที่นำมาใช้ผลิตเงินหรอกครับ

สิ่งที่เราอยากได้คืออิสระในการเลือกสิ่งที่ตัวเองชอบเวลามีเงินเยอะต่างหาก

ดังนั้นถึงคุณจะไม่มีเงินแต่ถ้าคุณมีอิสระในการเลือกความกลัวและความยึดติดกับเรื่องเงินก็จะหมดไปเล่าเรื่องสนุกสนุกและความมั่งคั่งจะหลั่งไหลมาหาคุณเอง

ให้เงินแต๊ะเอียในวันนี้ปีใหม่กับลูกเยอะๆ

ผมขอแนะนำให้คุณลองให้เงินแต๊ะเอียในวันขึ้นปีใหม่กับลูกเยอะเยอะๆ ครับ

หลายคนคิดว่าการให้เงินกับเด็กเยอะเยอะเป็นสิ่งที่ไม่ดีและไม่ควรทำโดยให้เหตุผลว่าเด็กจะใช้เงินในทางที่ผิดเด็กจะนำเงินไปใช้กับเรื่องไร้สาระและไม่ควรให้เด็กคิดว่าเงินเป็นของหาง่าย

แต่เมื่อเราพิจารณาดีดีแล้วความคิดเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้ลูกของคุณห่างไกลจากความมั่งคั่งเพราะคุณได้ปลูกฝังความคิดแบบผิดๆให้ลูกคุณทุกปี
เช่น

“กว่าจะได้เงินมาต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาด”
“ห้ามใช้เงินไปกับเรื่องไร้สาระ”
“ห้ามทำเรื่องที่พ่อแม่ไม่อนุญาต”
“ไว้วางใจให้ดูแลเงินไม่ได้”

การให้เงินแต๊ะเอียลูกเยอะเยอะเป็นการปลูกฝังเรื่องค่าตัวที่ผมได้พูดถึงไปแล้วให้กับลูกครับ

มันเป็นวิธีคิดที่ทำให้เราเชื่อว่าแหม่ตัวเราจะไม่ทำตัวให้เป็นประโยชน์ไม่ทำอะไรเลยหรือไม่ได้สร้างคุณค่าใดใดให้กับสังคมก็มีสิทธิ์ได้รับความมั่งคั่ง

แน่นอนว่าคนที่เชื่อมาโดยตลอดว่าต้องเหนื่อยยากถึงจะได้เงินมาคงยอมรับแนวคิดของผมไม่ได้แต่ผมคิดว่าความเชื่อแบบนั้นทำให้คุณมองข้ามแนวคิดเรื่องค่าตัวซึ่งนำพาความมั่งคั่งมาให้ครับ

คนส่วนใหญ่ยึดติดกับความเชื่อที่ว่าเงินมีคุณค่ะเพราะเป็นสิ่งที่หามาได้ยากลำบากจึงมักไม่ค่อยให้เงินลูกเยอะเยอะเพราะคิดว่าลูกซึ่งไม่เคยหาเงินด้วยตัวเองอย่างไม่รู้คุณค่าของเงิน

ดังนั้นเราให้เงินลูกในปีใหม่ทุกๆปีดูครับแล้วลูกของคุณจะได้เรียนรู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์ได้รับความมั่งคั่งไม่ใช่เพราะเขาเป็นเด็กดีมันทำตัวเป็นประโยชน์แต่เป็นเพราะตัวเขามีคุณค่าที่จะได้รับมันอยู่แล้ว

ใช้เงินทั้งกับเรื่องที่ มีสาระและ ไม่มีสาระ

เคยมีคนถามผมว่าผมเข้าใจแล้วว่าห้ามสกัดกั้นกระแสเงินแล้วต้องปล่อยให้เงินหมุนเวียนไป ผมจะลองทำดูแต่จะใช้เงินกับเรื่องอะไรดีล่ะแล้วใช้จ่าย ฟุ่มเฟือยได้หรือเปล่า

คุณจะใช้เงินกับเรื่องอะไรก็ได้ครับ ลองใช้เงินทั้งกับเรื่องที่มีสาระและไม่มีสาระโดยไม่นึกเสียดายเงินและไม่จำเป็นต้องคิดมากว่าใช้เงินไปกับเรื่องที่ดีหรือไม่ดี

การทำแบบนั้นจะช่วยทำลายความเชื่อฝั่งรากในตัวคุณรวมถึงวิธีเป็นอยู่ในด้านที่เกี่ยวกับเงินที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กและสลายกรอบสามัญสำนึกที่ใช้ในการตัดสิน ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีทำให้คุณสามารถหมุนเวียนเงินไปให้คนอื่นได้

คนเรามีสามัญสำนึกหรือความเชื่อฝั่งรากที่ว่าห้ามใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอยากใช้เงินไปกับเรื่องไร้สาระ และเงินเป็นของหายากส่งผลให้เราต้องหาเงินด้วยความเหนื่อยยากตามความเชื่อของตัวเองและต้องคอยบอกตัวเองว่าต้องประหยัดหรือต้องไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

ถึงคุณจะบอกตัวเองว่าการซื้อของเป็นการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแต่ถ้าลองมองดูให้ดีคุณจะพบว่าเงินที่คุณใช้ไปนานพนักงานของร้านที่ขายของฟุ่มเฟือยก่อนนำเงินที่ได้จากการขายไปเลี้ยงดูครอบครัวหรือซื้ออาหาร เงินจึงหมุนเวียนเปลี่ยนมือไปเรื่อยเรื่อยดังนั้นการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจึงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอย่างที่คุณคิด

นอกจากนี้ถึงคุณจะคิดว่าใช้เงินทั้งทีก็อยากใช้กับเรื่องดีดีและมีประโยชน์มากกว่าแต่คุณก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้อยู่ดีว่าเมื่อคุณจ่ายเงินไปแล้วเงินก้อนนั้นจะถูกนำไปใช้กับเรื่องดีดีจริงหรือไม่

ดังนั้นจึงอาจพูดได้ว่าการใช้เงินโดยคำนึงถึงเรื่องความรับผิดชอบชั่วดีเด็กเสียเปรียบดีหรือไม่ดีเป็นเรื่องที่เปล่าประโยชน์

เมื่อเร็วๆเร็วๆนี้ผมมีโอกาสไปตีกอล์ฟกับเพื่อนและกินเนื้อย่างตอนขากลับจากนั้นก็แวะซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้ออาหารแมวเพียงเท่านี้เงินก็หมุนเวียนไปยังสนาม Golf ร้านเนื้อย่างซุปเปอร์มาร์เก็ต บริษัทผลิตอาหาร และบริษัทขนส่งอาหารแมวแล้ว

จากนั้นเงินที่ผมใช้ไปก็จะเปลี่ยนเป็นเงินสำหรับใช้เลี้ยงอาชีพสำหรับสร้างความสุขหรือค่าเล่าเรียนของพนักงาน

คุณควรหมุนเวียนเงินไปใช้ทั้งในเรื่องที่มีสาระและไม่มีสาระ แค่ใช้เงินที่ได้รับมาจากคนอื่นอย่างมีความสุขก็พอแล้วครับฉะนั้นใช้เงินไปกับเรื่องที่ชอบหรือเรื่องที่ทำให้มีความสุขได้เลย

ผมคิดว่าการหมุนเวียนเงินควรเป็นแบบนี้ล่ะครับ

เมื่อได้รับความมั่งคั่งมาแล้วเราต้องใช้มัน

สำหรับขั้นตอนที่สี่ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายคือเมื่อได้รับความมั่งคั่งมาแล้วต้องใช้มันไม่เช่นนั้นความมั่งคั่งจะไม่เข้ามาหาคุณอีก

ว่ากันว่าเงินเป็นสิ่งที่หมุนเวียนเปลี่ยนมือไปเรื่อยเรื่อยแต่อันที่จริงไม่ว่าจะเป็นเงิน ความมั่งคั่ง ความรัก อากาศ น้ำหรือพลังงานเมื่อได้รับสิ่งเหล่านี้มาแล้วก็ต้องใช้ไปไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับสิ่งเหล่านี้อีก

เปรียบได้กับการเก็บกักไว้ในบ่อ เมื่อไม่มีน้ำใหม่เข้ามาในบ่อน้ำก็จะเน่าเสียตามด้วยระเหยหรือซึมลงดินจนทางไปในทำนองเดียวกันถ้าพยายามเก็บกับความมั่งคั่งไว้ที่ตัวเองคนเดียวเพราะกังวลว่าเงินจะหมดไปหรือไม่มีเงินเข้ามาอีกวงจรความมั่งคั่งก็จะถูกสกัดกั้นทำให้เกิดเป็นวงจรที่ไม่ดีขึ้นกล่าวคือเงินจะไม่ได้หมุนเวียนไปที่คนอื่นแล้ววนกลับมาหาคุณอีก

ถ้าเราเชื่อว่าความมั่งคั่งมีอยู่รอบตัวเราและสามารถหมุนเวียนเปลี่ยนมือไปได้เรื่อยเรื่อยเราก็จะไม่กลัวการขาดทุนเพราะหมุนเวียนความมั่งคั่งไปคนอื่นได้สักพักความมั่งคั่งก็จะวนกลับมาหาเราอยากสกัดกั้นกระแสเงินถึงคุณจะเก็บเงินไว้กับตัวแล้วไม่ยอมใช้จ่ายเงินก็ไม่เพิ่มขึ้นอยู่ดี

มันก็เหมือนกับการหายใจตรงที่ถ้าไม่ยอมหายใจออกก่อนเราก็จะสูดอากาศเข้าไปใหม่ไม่ได้นั่นแหละครับ

ยิ่งประหยัดเงินยิ่งร่อยหรอ

สมัยทำงานที่บริษัทจัดส่งสินค้าผมได้เงินเดือนสูงมากแต่กลับไม่มีเงินเก็บเลยตอนนั้นผมได้รับเงินเดือนแรกเข้ามามากกว่าเงินเดือนแรกเข้าโดยเฉลี่ยของคนที่จบปริญญาตรีเกือบสองเท่าและได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นเรื่อยเรื่อยผมได้รับเงินเดือนสูงแถมงานยังยุ่งมากจนไม่มีเวลาใช้เงินแต่ไม่รู้ทำไมผมถึงขัดสนเรื่องเงินอยู่บ่อยบ่อยและน่าแปลกที่ผมไม่มีเงินเก็บเลย

ด้วยเหตุนี้ผมจึงตัดสินใจทำบัญชีรายรับรายจ่ายของตัวเองแต่เงินก็ยังไม่เพิ่มขึ้นอยู่ดียิ่งประหยัดเงินก็ยิ่งร่อยหรอเหตุการณ์นี้นับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกสำหรับผมเลยทีเดียว สำราญขณะที่ผมพยายามประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆผมกลับทำกระเป๋าสตางค์หาย ประสบอุบัติเหตุ ไม่ก็ซื้อของไม่มีประโยชน์ทำให้เงินยิ่งร่อยหรอ

สุดท้ายแล้วแม้ผมจะตั้งใจเก็บเงินแต่งเงินก็ไม่มีเหลืออยู่ดีผมจึงคิดได้ว่าใช้เงินแล้วปล่อยให้มันหมุนเวียนไปจะดีกว่า

หากเปลี่ยนวิธีเป็นอยู่ของตัวเองให้สามารถส่งต่อเงินให้คนอื่นได้วงโคจรความมั่งคั่งก็จะหมุนเวียนได้ดีขึ้นในเมื่อผมเป็นแบบนั้นแล้วทุกคนก็เป็นแบบนั้นได้เช่นกันครับ

อย่ารับ “เฉพาะ” สิ่งที่ชอบ

ในขั้นตอนที่สามผมอยากให้คุณระวังไว้เรื่องหนึ่งแม้ผมจะบอกให้คุณรับความมั่งคั่งแต่คุณจะไม่ได้รับเฉพาะสิ่งที่ดีดีอย่างความมั่งคั่งเท่านั้นครับยิ่งคุณเปิดปากกระเป๋าตังค์ไว้มากเท่าไหร่เงินก็ยิ่งไหลเข้ามาในกระเป๋ามากเท่านั้นแต่นอกจากเงินแล้วสิ่งแปลกปลอมอย่างขยะหรือเศษผงจะปะปนเข้ามาด้วย

แต่ถ้าคุณพยายามปิดปากกระเป๋าสตางค์เพราะไม่ต้องการให้สิ่งแปลกปลอมเข้ามาในกระเป๋าเงินซึ่งเป็นสิ่งที่คุณอยากได้ก็จะไม่เข้ามา หากอยากได้รับความมั่งคั่งคุณจะต้องเตรียมใจที่จะรับทั้งสิ่งที่อยากได้และสิ่งที่ไม่อยากได้ครับ

ขั้นตอนที่สามในการเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนที่ดึงดูดเงินคือ “ไม่รับเฉพาะสิ่งที่ชอบ”
ลองนึกถึงไพ่ดูนะครับน้าภัยมีอยู่สี่แบบได้แก่ โพแดง ข้าวหลามตัด โพดำ และดอกจิก
สมมุติว่าโพแดงหมายถึงความรักเค้าหลามตัดหมายถึงเงินโพดำหมายถึงความรุนแรงและดอกจิกหมายถึงความเศร้า เมื่อสับไพ่และแจกให้แต่ละคนทุกคนจะได้รับหน้าภัยขอบทุกแบบแต่ถ้าสับไพ่ไม่ละเอียดให้ของบางคนอาจมีหน้าไพ่ไม่ครบ

ชีวิตของคนเราก็เหมือนกับการเล่นไพ่นี่แหละครับขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่เราจะได้พบกับภัยทุกชนิดพูดยังไงวะถามเรื่องดีเรื่องร้ายความถูกความสุขความทรมาณได้รับการยกย่องและโดนดูถูกจะหมุนเวียนกันเข้ามาในชีวิต

และเมื่อคว่ำหน้าไพ่ลงเราจะเห็นว่าไพ่ทุกใบมีลวดลายเดียวกัน

ลวดลายที่อยู่หลังไพ่ชีวิตก็เช่นกันทุกใบเขียนไว้ว่าความมั่งคั่ง

นั่นแปลว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีที่มาจากความมั่งคั่งนั่นเอง

ถ้าเราเลิกกับสิ่งที่ชอบเช่นฉันอยากได้กับโพแดงฉันอยากได้แต่เค้าหลามตัดฉันเกลียดโพดำหรือไม่อยากได้หรอกสิไพ่ที่เข้ามาจะน้อยลงมาก

ถ้าคุณเต็มใจว่าจะรับไพ่ทุกใบหรือพูดง่ายง่ายก็คือยินดีรับเรื่องทั้งดีและร้ายชีวิตของคุณก็จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่งคั่ง

สำหรับคนที่ทิ้งไพ่ใบที่ตัวเองไม่ชอบจะไม่ได้รับความบางครั้งเท่าที่ควรครับทุกคนได้รับแจกในปริมาณที่เท่ากันแต่คุณกลับทิ้งบางส่วนไปเองและเอาแต่บ่นว่าฉันมีน้อยหรือฉันไม่ค่อยมีใบดีดีเลยไม่ก็บ่นว่าฉันไม่ได้พูดแดง โดยที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองทิ้งพูดแรงไปเองเมื่อไพ่ในมือเหลือน้อยท้ายที่สุดชีวิตก็จะไม่เป็นไปอย่างที่คิดและเมื่อถึงเวลาจำเป็นคุณก็จะไม่สามารถตัดสินใจเลือกทางที่ดีที่สุดได้

ลองนึกเปรียบกับอากาศดูก็ได้เวลาที่เราหายใจเราเลือกไม่ได้ว่าอยากสุดในอากาศบริสุทธิ์ของบริเวณนั้นหรือไม่อยากสูดอากาศที่มีมลพิษของบริเวณนี้เราไม่สามารถหายใจเอาการ์ดออกซิเจนเข้าไปอย่างเดียวได้โดยไม่มีการ์ดคาร์บอนไดออกไซด์บางครั้งแมคแต่อากาศที่จะมีกินเหม็นหรือมีฝุ่นคุณก็ต้องยอมรับและสูดอากาศตามปกติ

สรุปคือ ถ้าคุณยอมรับความมั่งคั่งที่มาพร้อมกับสิ่งแปลกปลอมได้ความมั่งคั่งแต่ยิ่งเข้ามาหาคุณมากขึ้น

ยอมรับตัวเอง

มีบางคนมาพูดกับผมด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวว่าถ้าแค่เปลี่ยนวิธีเป็นอยู่ก็เป็นเศรษฐีได้ป่านนี้เค้ามีเศรษฐีเต็มประเทศญี่ปุ่นแล้ว
ส่วนบางคนก็เข้ามาถามผมรักเอาเรื่องว่าไม่ใช่ทุกคนจะได้ขึ้นเงินเดือนหรือมีเงินใช้ไม่ขัดสนสักหน่อยบางคนก็ไม่เห็นได้อะไรเลย

ผมตอบว่า เพราะคนพวกนั้นไม่เชื่องไงล่ะครับคนอื่นจะเป็นยังไงก็ช่างคุณอย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับเขาลองเชื่อมั่นในตัวเองให้มากขึ้นอย่าด่วนตัดสินจากสิ่งที่เห็นและได้ยินรวมถึงประสบการณ์อันน้อยนิดของตัวเองว่าคุณทำไม่ได้ คนที่ได้เป็นเศรษฐีเค้าไม่ถอดใจกันง่ายง่ายหรอกสาเหตุที่ญี่ปุ่นไม่ได้มีเศรษฐีมากมายเป็นเพราะคนส่วนใหญ่มีวิธีเป็นอยู่ใช่ไหมถูกต้องเท่านั้นเอง

ขั้นตอนนี้ถือเป็นขั้นตอนสำคัญได้แก่การตระหนักว่า “เรามีสิทธิ์ได้รับความมั่งคั่ง” ยอมรับตัวเองและอนุญาตให้ตัวเองรับความมั่งคั่ง

คนบางคนมีเงินมากมายแต่ไม่เชื่อว่าตัวเองมีสิทธิ์ได้รับเงินเค้าเลยไม่กล้าใช้เงินและรู้สึกขัดสนทั้งที่มีเงินในบัญชีมหาศาลดูอย่างภรรยาของเศรษฐีที่ไม่กล้าใช้เงินของสามีก็ได้ครับเธอรู้สึกผิด ฉันไม่ได้ทำงานแต่กลับได้เงินมาฟีฟีจากสามีจึงไม่กล้าใช้เงินจำนวนนั้น การที่เธอรู้สึกผิดก็เพราะคิดว่าตัวเองทำความผิดส่งผลให้เธอคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่าและไม่ควรซื้อของที่ตัวเองอยากได้ คนที่รู้สึกผิดกับตัวเองแบบนั้นจะไม่กล้าใช้เงินเพื่อตัวเองต่อให้ได้เงินมาก็จะเอาไปใช้จ่ายเพื่อคนอื่นเพราะอยากปลดปล่อยตัวเองจากความรู้สึกผิด

คนกลุ่มนี้จะคิดซ้ำๆว่าเรามันไม่เอาไหน
ยังพยายามไม่มากพอ
ไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้
สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น
ไม่มีความสามารถ
ใครใครก็เกลียด
ตอบสนองความคาดหวังของคนอื่นไม่ได้

คนส่วนใหญ่มักแบกรับความผิดทำนองนี้เอาไว้กับตัวแล้วคิดว่าตัวเองไม่สมควรได้รับการยกโทษต่อให้ได้รับคำชมก็จะไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงและดูถูกตัวเองว่าฉันไม่ใช่คนแบบนั้นหรอก

เพราะฉะนั้นจงยอมรับตัวเองแล้วยกโทษให้ตัวเองได้แล้วคุณมีคุณค่าและความมั่งคั่งครับคุณไม่ใช่คนที่ไม่ได้รับการยอมรับและไม่มีความผิดที่ไม่สามารถทำให้พ่อแม่หรือคนอื่นมีความสุขในบทที่สองผมได้พูดถึงเรื่องค่าตัวและให้คุณยอมรับว่าตัวเองมีคุณค่าอย่ามาคุยตระหนักว่าความมั่งคั่งมีอยู่ทุกที่เหมือนกับอากาศให้รับมันเอาไว้

ลองเปลี่ยนความเชื่อฟังรักของตัวเองโดยการเปลี่ยนมาเชื่อว่าตัวเองเป็นคนที่วิเศษสุดและมีสิทธิ์ที่จะได้รับความมั่งคั่งดูครับและความมั่งคั่งจะเข้ามาหาคุณอย่างแน่นอนถึงจะเปลี่ยนความเชื่อในทันทีไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับ

ถ้าคุณคิดแบบนี้ก็ถือเป็นการเริ่มเปลี่ยนแปลงวิธีเป็นอยู่และความมั่งคั่งจะเข้ามาหาคุณเอง

ความมั่งคั่งมีที่มาจากเรื่องที่เหนือความคาดหมาย

คุณอาจสงสัยว่าเมื่อตระหนักว่าเงินหรือความมั่งคั่งมีอยู่ทุกที่แล้วเงินจะเข้ามาหาเราได้อย่างไรค่าเช่าบ้านที่ต้องจ่ายเดือนนี้มาจากไหนอย่าบอกนะว่าเงินหล่นมาจากฟ้า

“ใช่ครับเงินหล่นมาจากฟ้า”

คุณอาจจะหาว่าผมบ้าแต่ก่อนอื่นผมต้องขอบอกว่าคุณยังเข้าใจผิดอยู่ครับแม้คุณจะบอกว่าตระหนักแล้วว่าเงินหรือความมั่งคั่งมีอยู่ทุกที่แต่ผมว่าคุณยังไม่ได้ตระหนักถึงวันจริงๆคุณถึงได้ไม่เข้าใจว่าเงินจะเข้ามาได้อย่างไรและยังติดอยู่ในกรอบสามัญสำนึกของตัวเอง

จริงอยู่ว่าคนเราไม่อาจรับรู้สิ่งที่ไม่เคยพบเห็นหรือสัมผัสมาก่อนแต่ถ้ารับรู้ได้แล้วความคิดของเราย่อมเปลี่ยนไปอย่างแน่นอนและก้าวแรกที่ทำให้เรารับรู้ได้ถึงความมั่งคั่งก็คือการลองเชื่อว่ามี ครับแล้วเรื่องที่อยู่นอกกรอบสามัญสำนึกจะเกิดขึ้นตาม

ความมั่งคั่งคืออะไรใช้เงินหรือเปล่า

บางคนอาจตอบว่าเงินแต่สำหรับบางคนก็ไม่ใช่ ทุกคนรวมถึงตัวผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันเพราะความมั่งคั่งเป็นสิ่งอยู่เหนือความคาดหมายของเราและอยู่นอกกรอบสามัญสำนึก

ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องขวนขวายหาคำตอบเพราะถึงคิดไปก็เปล่าประโยชน์ เวลาที่ได้ฟังประสบการณ์ของคนอื่นผมมักจะคิดเสมอว่าเหลือเชื่อแต่ก็ไม่เคยพยายามคิดหาคำอธิบาย

คนที่เปลี่ยนวิธีเป็นอยู่ในด้านที่เกี่ยวกับเงินเราได้รับความมั่งคั่งมักจะพูดว่า

“ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรจู่จู่ก็เริ่มมีเงินเข้ามา”
“ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรถึงมีเงินใช้ไม่ขาดมือ”

ความมั่งคั่งมีที่มาจากเรื่องที่เหนือความคาดหมายหรือเข้ามายัง “หาสาเหตุไม่ได้”

ผมกับคนที่สถาบันโคะโคะโระยะ พบเจอเรื่องแบบนี้บ่อยจนเราตั้งชื่อให้มันว่าเวทมนตร์ของโคะโคะโระยะ ไปแล้ว

คนส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกสอนมาว่าตัวเอง ”มี” เงิน

คนเรามองเห็นครับแต่มองไม่เห็นความมั่งคั่งที่มาพร้อมกับเงินดังนั้นถ้าเรามองแต่เงินอย่างเดียวโดยไม่ตระหนักว่ามีความมั่งคั่งรวมอยู่ด้วยเราก็จะคิดในทำนองว่า “มีเงินแค่นิดเดียวเอง” “เงินหมดแล้ว” “เงินไม่พอใช้เลย” หรือเงินไม่มีเลย

คนที่ไม่ตระหนักว่าตัวเองมีความมั่งคั่งจะเป็นคนที่ไม่ยอมรับความมั่งคั่งต่อให้มีเงินซัก 100,000,000 เยนเค้าก็จะคิดว่ายังมีเงินไม่มากพอต้องการหาเงินให้ได้เยอะกว่านี้หรือถ้าเงินหมดจะทำยังไงดี

คนที่บอกว่าไม่มีเงินเลยจริงๆแล้วมีเงินแต่เค้ามองไม่เห็นและไม่คิดว่ามีหรือไม่ยอมรับความมั่งคั่งที่มาพร้อมกับเงินรวมถึงไม่ได้ถูกสอนมาว่าตัวเองมีเงินจึงคิดว่าตัวเองไม่มีเงิน

ผมอยากให้คุณคิดว่าเงินก็เหมือนกับอากาศ ลองเชื่อดูว่าคุณมีเงินและมีความมั่งคั่งเหมือนกับที่มีอากาศหายใจและถึงจะไม่กักตุนเอาไว้มันก็หมุนเวียนเข้ามาหาคุณอยู่ตลอดเวลา

เมื่อคุณเปลี่ยนวิธีเป็นอยู่หรือมุมมองที่มีต่อเงินแบบนี้แล้วเงินจะเข้ามาหาคุณตลอดเวลาเหมือนกับอากาศครับ

หากไม่ตระหนักว่าตัวเองมีความมั่งคั่งคุณจะรู้สึกว่ามีเงินไม่พอใช้อยู่ตลอดเวลา

จริงๆแล้วคุณแค่ไม่ยอมรับเงินเท่านั้นเองครับอย่างคนที่มีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียวก็ชอบอ้างว่าฉันไม่มีรายได้อื่นนอกจากเงินเดือนหรือไม่มีเงินเดือนจากช่องทางอื่นเพิ่มขึ้นและไม่ยอมรับเงินเอาไว้

ตอนนี้หลายคนคงพร้อมใจกันอย่างผมว่าฉันไม่ได้ไม่ยอมรับเงินสักหน่อยบริษัทไม่ยอมขึ้นเงินเดือนให้ฉันต่างหาก จริงอยู่ว่าเงินเดือนอ่านไม่เพิ่มขึ้นแต่เรื่องดีดีและความมั่งคั่งนั้นเข้ามาหาคุณอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วคุณแค่ต้องเปิดใจรับมันไว้เท่านั้นเอง