สาเหตุที่เศรษฐีประเมิน”ค่าตัว”ของตัวเองสูง

ผมขอย้ำอีกครั้งนะครับมันไม่ใช่ค่าตอบแทนต่อแรงงานที่เสียไปไม่ใช่เครื่องชี้วัดความพึงพอใจของลูกค้า คุณค่าของสินค้าหรือคุณภาพของการบริการรวมถึงไม่ใช่ค่าตอบแทนสำหรับความพยายามในการทำงานหรือค่าตอบแทนจากการให้บริการลูกค้าเป็นอย่างดี

เรามักได้ยินคนพูดกันว่ามันคือค่าตอบแทนที่ได้จากการทำงานและหลายคนที่พูดแบบนั้นก็มีเงินมากมายจากการมุ่งมั่นตั้งใจทำงานจริง

แต่เมื่อเทียบกันแล้วคนที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงานแต่กลับไม่มีเงินนั้นมีอยู่เยอะกว่ามากคุณเคยสงสัยไหมครับว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นคำตอบคือ เพราะจำนวนเงินที่คุณจะได้รับขึ้นอยู่กับว่าคุณคิดว่าตัวเองมีคุณค่าพอที่จะได้รับเงินหรือไม่นั่นเอง

พูดง่ายๆ ว่ายิ่งประเมินคุณค่าตัวเองมีค่าสูงมากเท่าไหร่คุณก็จะยิ่งมีความมั่งคั่งมากขึ้นเท่านั้น

คนที่เข้าใจหลักการนี้จะได้รับความมั่งคั่งอย่างเต็มที่โดยไม่รู้สึกเหนื่อยยากเลย

ยังไง คนก็ยังไม่ค่อยเข้าใจและยึดมั่นกับความเชื่อเดิมว่าเงินคือค่าตอบแทน พวกเขามองว่าถ้าไม่ทำงานเราจะหาเงินมาได้อย่างไร

ผมอยากให้คุณเลิกเชื่อแบบนั้นครับ
ดูอย่างภรรยาของเศรษฐีสิครับภรรยาของเศรษฐีย่อมมีเงินมากมายแล้วคุณคิดว่าเธอทำงานมากกว่าคนอื่นเป็นเท่าตัวหรือตั้งหน้าตั้งตาทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำเพื่อให้ได้เงินมาหรือเปล่า

ถ้าความคิดที่ว่าเงินคือค่าตอบแทนต่อแรงงานที่เสียไปหรือประโยชน์ที่เราได้ทำลงไปเป็นความจริงภรรยาของเศรษฐีที่เป็นแม่บ้านก็น่าจะต้องมีฐานะยากจนจริงไหม เพราะเธอไม่ได้ออกจากบ้านไปทำงานนอกบ้านรวมถึงไม่ได้ให้บริการคนอื่นหรือสร้างความสุขแก่คนจำนวนมาก แต่เธอก็ยังร่ำรวยได้อยู่ดีเพราะสามีให้เงินเธอเป็นประจำคุณคิดว่าถ้าเธอมองว่าตัวเองไม่มีค่าพอจะได้รับเงินเลยปฏิเสธหรือขอหย่าขาดจากสามี เธอจะยังรวยอยู่ใช่ไหมครับ

อาจพูดได้ว่าเธอประเมินค่าตัวของตัวเองไว้สูงจึงเป็นเศรษฐีได้นั่นเอง

ภรรยาของผมเองก็ได้รับเงินเดือนจำนวนมากเพราะทำงานเป็นผู้บริหารบริษัทของผมและผมก็ไม่เคยได้ยินภรรยาบอกกับผมว่าขอโทษนะคะที่คุณต้องจ่ายเงินเดือนให้ฉันเยอะแยะเลยสักครั้งเดียว

ผมเคยถามภรรยาครั้งหนึ่งว่าคุณได้เงินเดือนก้อนโตจากบริษัทของผมใช่ไหมเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าเงินมันมากเกินไป
ภรรยาตอบกลับมาว่า “ทำไมฉันต้องคิดแบบนั้นด้วยล่ะ”

นั่นแสดงว่าภรรยาผมคิดว่าตัวเองสมควรได้รับเงินเดือนจำนวนเท่านั้นเมื่อเราประเมินค่าตัวของตัวเองไว้สูงเงินก็ย่อมจะเข้ามามากมายเป็นธรรมดาหรือแม้กระทั่งอย่างเดียวที่บ้านผมก็คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ได้รับอาหารแมวทุกวันที่วันๆ เอาแต่นอน มันไม่ได้คิดสักนิดว่าขอบคุณนะที่วันนี้ช่วยเตรียมอาหารและที่นอนไว้ให้อีกแล้วทั้งที่ฉันไม่ได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์อะไรเลย

สรุปคือคุณต้องฝึกปรับปรุงบอกให้คิดว่าการได้รับจากคนอื่นไม่ว่าจะเป็นข้าวของ เงินทองหรือความช่วยเหลือน้ำใจไม่ใช่เรื่องผิดนี่คือเก่าแรกที่จะนำไปสู่ชีวิตที่มีเงินใช้ไม่ขัดสนครับ

“ค่าแรง” คือเงินที่ได้มาจากความพยายาม

           “ค่าแรง” ในที่นี้หมายถึงเงินที่ต้องใช้ความพยายามความทุ่มเทหรือลงมือลงแรงเพื่อให้ได้มาในขณะที่”ค่าตัว”คืนเงินที่ได้มาเพราะคิดว่าตัวเองมีคุณค่าพอที่จะได้รับ

ตัวอย่างเช่นสมมุติว่าคุณมีรายได้เดือนละ 300,000 เยนถ้าคิดว่าระดับคุณค่าของตัวเองอยู่ที่ 300,000 เยนรายได้ทั้งหมดของคุณจะถือเป็นค่าตัว คุณจึงสามารถทำงานได้อย่างผ่อนคลายหรือถ้าคุณคิดว่าค่าตัวของตัวคุณเองนั้นอยู่ที่ 200,000 เยนคุณก็จะรู้สึกว่าต้องใช้ความพยายามเพื่อให้คุ้มค่ากับค่าแรงอีก 100,000 เยนแต่ถ้าคุณคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่าเลยรายได้ 300,000 เยนก็จะเป็นสิ่งที่คุณมองว่าต้องใช้ความพยายามอาบเหนือต่างน้ำกว่าจะได้มา อาจพูดได้ว่ายิ่งคิดว่าค่าตัวของตัวเองต่ำมากเท่าไหร่คุณก็จะยิ่งรู้สึกว่าต้องใช้ความพยายามเพื่อให้ได้หรือให้สมกับค่าแรงมากเท่านั้น คุณอาจจะคิดว่าจะแบ่งแยกเงินที่ได้ออกมาเป็น”ค่าตัว”กับ”ค่าแรง”ไปทำไมในเมื่อสุดท้ายแล้วก็ยังมีรายได้เท่าเดิมอยู่ดี

คำตอบคือเมื่อคุณตระหนักถึงคุณค่าของตัวคุณเองแล้วคุณจะเริ่มวิตกกังวลน้อยลง เลิกโทษตัวเองและมีความมั่นใจมากขึ้น

คุณเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่รู้สึกเหมือนตัวเองช่างไม่คู่ควรเอาเสียเลยไหมครับ เป็นต้นว่าได้งานในบริษัทชื่อดังที่มองไปทางไหนก็รู้สึกว่ามีแต่คนที่เก่งกว่าเราหรือไปงานเลี้ยงรุ่นแล้วรู้สึกว่ามีแต่คนที่ประสบความสำเร็จกว่าคุณจะไม่รู้สึกแบบนั้นอีกถ้ามองตัวเองมีคุณค่าครับ

ในทางตรงกันข้ามถ้าคุณคิดว่าตัวเองมีเพียงค่าแรงเท่านั้นคุณก็ต้องมุ่งมั่นทำงานอย่างหนักเพื่อทดแทนความรู้สึกไม่คู่ควรกับสิ่งที่ได้รับแต่ด้วยความที่คุณประเมินค่าตัวเอาไว้ต่ำต่อให้ทุ่มเทแค่ไหนลึกแล้วคุณก็จะไม่พอใจในผลงานที่ทำและไม่มีความสุขอยู่ดีหรือแย่กว่านั้นคุณอาจหักโหมจนสุขภาพกายและสุขภาพใจย่ำแย่ไปเลยก็ได้ คุณไม่จำเป็นต้องดูถูกตัวเองขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มดูถูกตัวเองคุณเคยถูก
ใครตำหนิจนเริ่มคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่าหรือเปล่า?

ไม่ว่าใครจะบอกว่าคุณไม่มีคุณค่ะมันก็เป็นความคิดของเขาคุณไม่จำเป็นต้องไปเห็นคอยตามว่าตัวเองไม่มีคุณค่าตามเขาเลยสักนิด คุณควรหันมากำหนดค่าตัวของตัวเองให้สูงสูงไว้ก่อนครับ

ผมอยากให้คุณเปลี่ยนมาคิดว่าต่อให้ตัวเองจะไม่ทำงานไม่ได้สร้างผลงานใดใดหรือไม่ได้ทำอะไรเลยก็ยังมีสิทธิ์ได้รับค่าตัวสูงๆ

คุณต้องคิดว่าตัวเองมีคุณค่าคู่ควรกับการรับค่าตัวเดือนละ 500,000 เยนหรือ 1,000,000 เยนได้แม้จะเอาแต่นอนแล้วกระแสของเงินจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง คุณต้องฝึกตัวเองให้ช่วยให้ได้ว่าถึงจะไม่พยายามคุณก็ได้รับความรักและการยอมรับมากพอแล้วเมื่อคุณยอมรับว่าตัวเองมีคุณค่าคุณจะประเมินค่าตัวของตัวเองสูงขึ้นเพียงเท่านี้กระแสเงินก็จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
คุณอ่านนึกสงสัยว่ามันจริงหรือและถามตัวเองแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาผมขอให้คุณพูดตอบกลับไปว่าจริงตัวคุณมีคุณค่าและได้รับการยอมรับอยู่แล้วเมื่อทำแบบนี้บ่อยครั้งเข้าในที่สุดคุณก็จะเชื่อมั่นอย่างสนิทใจแล้วเงินก็จะกลายเป็นของที่ได้มาอย่างง่ายดายสำหรับคุณ

“ค่าตัว” ของคุณขึ้นอยู่กับการประเมินตัวคุณเอง

สิ่งหนึ่งที่มีผลอย่างมากต่อความสุขและความสบายใจก็คือการตระหนักถึงคุณค่าของตัวเองและแน่นอนว่ามันย่อมส่งผลถึงรายได้ของคุณด้วยลองตอบคำถามต่อไปนี้เพื่อค้นหาว่าคุณคิดว่าตัวเองมีคุณค่ามากน้อยแค่ไหนดูนะครับ

สมมุติว่าคุณทำงานไม่ได้ไม่ได้ทำประโยชน์ใดใดต่อสังคม ไม่เคยมีผลงาน เป็นภาระให้กับคนอื่น เพราะทำได้แค่นอนอย่างเดียว คุณคิดว่าตัวเองน่าจะได้รับเงินเดือนเท่าไหร่ครับ

หรือพูดง่ายๆ ก็คือถ้าคุณตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างอะไรกับผักหรือเด็กทารกคุณคิดว่าตัวเองจะมีค่าตัวซึ่งคือจำนวนรายได้ที่สมควรได้รับแม้จะไม่ได้ทำงานไม่สร้างประโยชน์และเป็นภาระให้กับคนอื่นเท่าไหร่

ประเด็นสำคัญของผมไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณมีคุณค่าในตัวเองเช่นความรู้ความสามารถ การกระทำตัวเป็นประโยชน์ต่อสังคม มากน้อยแค่ไหนแต่อยู่ที่ว่าคุณคิดว่าตัวเองมีคุณค่าหรือไม่

ว่าแต่คุณประเมินค่าตัวของตัวเองไว้ที่เท่าไรครับ เดือนละ 50,000 เยน 200,000 เยน หรือว่า 1,000,000 เยน

ตอนผมถามคำถามนี้ที่สถาบันโคะโคะโระยะ มีหลายคนที่ตอบว่า 0 เยน

จำนวนตัวเลขที่คุณตอบคือระดับคุณค่าของตัวเองในความคิดคุณครับคนที่ตอบว่า 0 เยนจะคิดว่าคุณค่าของตัวเองเวลาที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรก็คือศูนย์ส่วนคนที่ตอบว่า 200,000 เยนจะคิดว่าคุณค่าของตัวเองเวลาที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรก็คือ 200,000 เยน
รายได้ของคุณจะเท่ากับระดับคุณค่าของตัวเองที่คุณประเมินไว้ครับ

คนที่ประเมินค่าตัวของตัวเองไว้ต่ำมักคิดว่าตัวเองไม่ค่อยมีคุณค่าหรือไม่มั่นใจในตัวเองจึงพยายามเพิ่มคุณค่าด้วยการตั้งหน้าตั้งตาทำงานพยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์พยายามทำตัวให้เป็นที่รักของคนรอบข้างพยายามทำให้คนอื่นมีความสุขรวมถึงพยายามสร้างผลงานและอุทิศตนเพื่อคนอื่น

คนกลุ่มนี้จะรู้สึกไม่ดีกับการได้เงินมาโดยไม่ต้องเหนื่อยยากเพราะพวกเขาคิดว่าคนที่ไม่ได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์ไม่สมควรได้เงินและรับเงินตามระดับความพยายามที่ใช้ในการทำงาน

ถ้าคุณคิดแบบนี้ทันทีที่เราพยายามหรือพยายามต่อไปไม่ไหวเงินก็จะเลิกเข้ามาหาคุณด้วยเช่นเดียวกัน

รายได้ขึ้นอยู่กับระดับความสุขและความสบายใจของตัวเอง

จำนวนรายได้เป็นสิ่งที่เราสามารถกำหนดเองได้ครับเพราะจำนวนรายได้ขึ้นอยู่กับระดับความสุขและความสบายใจของตัวเราเองซึ่งจะมีขึ้นเมื่อเราเปลี่ยนมุมมองมาเชื่อว่าตัวเองมีเงิน

เวลาที่ผมบอกไปว่าทุกคนสามารถกำหนดรายได้ของตัวเองได้ มีคนจำนวนไม่น้อยไม่เห็นด้วยกับผมเพราะพวกเขามีมุมมองเกี่ยวกับรายได้ของตัวเองแบบนี้ครับ
ไม่จริงหรอกเราจะกำหนดรายได้ของตัวเองได้อย่างไรคนที่กำหนดคือบริษัทและต้องผ่านการพิจารณาของฝ่ายบุคคลเสียก่อน

“เจ้าของร้านที่ผมไปทำงานพิเศษต่างหากที่จะกำหนดว่าผมจะได้ค่าจ้างชั่วโมงละเท่าไหร่”
“เงินเดือนของลูกจ้างชั่วคราวถูกระบุตายตัวตั้งแต่ตอนเซ็นสัญญาแล้ว”
“ฉันเป็นแม่บ้านธรรมดาจะไปเอารายได้มาจากไหน”

แต่ลองคิดดูดีดีนะครับรายได้หมายถึงเงินเดือนหรือค่าจ้างรายชั่วโมงเท่านั้นหรือหากคุณคิดว่ารายได้ = เงินเดือนเท่ากับเงินที่เป็นตัวเลขไม่ว่าคุณจะมีรายได้มากแค่ไหนคุณก็ไม่มีทางพอใจหรอกครับ เพราะวัตถุอย่างเงินที่เป็นตัวเลขเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้ชีวิตของคุณมั่งคั่งได้

สิ่งที่คุณอยากได้จริงๆคือความสุขและความสบายใจคุณจึงอยากมีเงินที่เป็นตัวเลขเพราะมันช่วยให้คุณได้สิ่งเหล่านั้นมาในทำนองเดียวกันสิ่งที่สามารถทำให้คุณมีความสุข และความสบายใจก็ถือเป็น เงิน ประเภทหนึ่งและจัดเป็นรายได้ของคุณด้วย

เงินกับความสุข ความสบายใจมีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างมากคนส่วนใหญ่มักคิดว่าต้องมีเงินก่อนถึงจะมีความสุข แต่ผมเชื่อว่าเราต้องมีความสุขและความสบายใจก่อนเงินถึงจะเข้ามาครับเพราะเมื่อที่เรามีความสุขความมั่นใจและความสบายใจพฤติกรรมและบุคลิกของเราจะเปลี่ยนไปเราจะกลายเป็นคนที่รู้จักผ่อนคลาย สนุกสนานร่าเริงดูน่าคบหามากขึ้นการทำงานก็มีแนวโน้มที่จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้ที่เป็นตัวเลขอาจพูดได้ว่าบริษัทไม่ได้เป็นคนกำหนดรายได้ของคุณคุณต่างหากที่ทำให้บริษัทกำหนดรายได้ตามระดับความสุขและความสบายใจของตัวคุณเอง

ผมได้บอกไปแล้ว ว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้จะนำเสนอวิธีทำเงินแต่เป็นวิธีเป็นอยู่กับเงิน เมื่อคุณเปลี่ยนมามีความสัมพันธ์ในแง่บวกกับเงินกระแสของเงินก็จะไหลเข้ามาหาคุณนี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับคนรอบตัวผมครับ

คนรอบตัวผมหลายคนเราว่าพอลองทำตามที่ผมแนะนำก็จะได้เลื่อนตำแหน่งแดงขึ้นเงินเดือนและมีเงินเข้ามากระทันหันหรือได้รับมรดกเรียกได้ว่าพวกเขาได้รับรายได้อย่างไม่คาดฝันอยู่เป็นประจำ เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อยเสียจนคนในสถาบันโคะโคะโระยะ ไม่รู้สึกประหลาดใจอีกต่อไป

ผมอยากให้คุณคิดว่าเงินเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่ช่วยให้คุณมีความสุขและความสบายใจอย่ายึดติดกับมันและพร้อมกันนั้นก็อย่าตั้งแย่แล้วคุณจะรู้สึกว่าตัวเองมีเงินเพิ่มขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อครับ

“เงิน”คืออะไร

อยากเอาเงินไปใช้ทำอะไร

แน่นอนว่าใครก็อยากได้เงินกันทั้งนั้นรวมถึงตัวผมเองด้วย

แต่เคยคิดไหมครับว่าคุณอยากได้เงินเพราะอะไรเพราะมันช่วยให้คุณได้สิ่งที่ต้องการใช่หรือเปล่าเช่นไปเที่ยวต่างประเทศ ซื้อกระเป๋าหรือเสื้อผ้าแบรนด์เนม กินอาหารแพงทุกวัน มีรถยนต์เท่ๆขับ ใช้บริการร้านเสริมสวยฉันเลิศและกินบุฟเฟ่เนื้อย่างชั้นดี

แล้วคุณได้ประโยชน์อะไรจากสิ่งเรานั้นครับคุณซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมหรือเข้าร้านเสริมสวยเพราะอยากได้อะไรกันแน่

มาลองทบทวนดูกันครับไม่ว่าจะเป็นการซื้อของที่ชอบการกินอาหารแพงแพงหรือการได้ไปเที่ยวต่างประเทศ ทั้งหมดนี้มีจุดร่วมอะไรที่เหมือนกันบ้างคำตอบคือคุณจะได้รับความสุข ความพึงพอใจและความสบายใจจากวันนั้นเองหรือก็คือจริงๆแล้วสิ่งที่คุณต้องการไม่ใช่เงินแต่เป็นความสุขที่ได้จากการมีเงินต่างหาก

การมีเงิน ช่วยให้เรามีอิสระในการใช้ชีวิตไม่ต้องฝืนใจทำในสิ่งที่ไม่อยากทำไม่ต้องรู้สึกเจ็บใจไม่ต้องอดกลั้นเสียใจหรือสมเพชตัวเองเวลาที่ไม่สามารถครอบครองสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้แต่หากมองมุมกลับกันล่ะถ้าเราไม่มัวแต่กังวลกับการไม่มีเงินถ้าเรามั่นใจว่าเงินจะไหลเข้ามาหาตัวเองอย่างแน่นอน เราก็จะรู้สึกมีอิสระไม่ถูกเงินครอบงำจนเอาแต่กังวลเรื่องเงิน

อาจพูดได้ว่าเราไม่มีอิสระก็เพราะเราเชื่อว่าตัวเองไม่มีเงินเพราะฉะนั้นขอแค่เปลี่ยนมุมมองมาเป็นเชื่อมั่นว่าตัวเรามีเงินเราก็จะรู้สึกสบายใจและมีความสุขขึ้นมาทันที

เมื่อคิดว่าตัวเองมีเงิน และรู้สึกสบายใจขึ้นความรู้สึกต้องการเงินจะลดลง คุณจะเริ่มเลิกยึดติดกับเงินและต้องแปลกใจว่าแทนที่เงินจะลดลงมันจะกลับเข้ามาหาคุณเรื่อยเรื่อยทั้งที่คุณไม่ค่อยได้ใส่ใจกับมันแล้ว มันสวนทางกันเลยใช่ไหมครับเพราะอยากได้เงินเงินจะไม่เข้ามาแต่พอไม่อยากได้หรือเฉยเฉยกับเงินเงินกลับเข้ามาหาเราเสียอย่างนั้น

เงินเป็นของแบบนี้นี่แหละครับ

เงินกับความมั่นใจในตัวเอง

คนที่ไม่มีความมั่นใจจะรู้สึกวิตกกังวลและคิดว่าตัวเองขัดสนเรื่องเงินอยู่เสมอเพราะเชื้อฝังหัวไปแล้วว่า เงินเป็นของหายาก พวกเขาจึงมีแนวโน้มจะยึดติดกับเงินต่อให้เก็บออมเงินได้มากแค่ไหนก็ยังรู้สึกว่ามีไม่พออยู่ดี
เงินกับความมั่นใจส่งผลต่อกันและกันอย่างลึกซึ้งครับเมื่อมีเงินเราก็จะมีความมั่นใจในตัวเองเพิ่มขึ้นผมเชื่อว่าทุกคนเห็นด้วยกับเรื่องนี้

คุณอาจอยากถามว่าแล้วถ้าไม่มีเงินล่ะจะทำอย่างไรนั้นไม่ใช่ปัญหาเลยครับเพราะแค่เชื่อว่าตัวเองมีเงินหรือสามารถหาเงินเพิ่มเมื่อไหร่ก็ได้เราก็จะมีความเชื่อมั่นขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติและเมื่อมีความมั่นใจทุกอย่างในชีวิตก็จะเริ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

คนเรามักคิดและพูดจนติดปากเสมอว่าไม่มีเงิน ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการพักใส่เงินออกไปจากตัวเองผมจึงอยากขอให้คุณปรับมุมมองเสียใหม่โดยคิดว่าเงินหรือความมั่งคั่งก็เหมือนกับอากาศ
ที่มีอยู่จริงแต่มองไม่เห็น แม่ตอนนี้ก็ยังไม่เห็นหรือสัมผัสไม่ได้แต่คุณมีมันอยู่กับตัวเราอย่างแน่นอน แนวคิดนี้สามารถเอาไปใช้กับเรื่องอื่นได้ด้วยนะครับไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความรักหรือความสามารถถ้าเราเชื่อมั่นเรามีมันอยู่กับตัวพฤติกรรมของเราจะเปลี่ยนไปจนดึงดูดให้สิ่งเหล่านี้เข้ามาหาตัวเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ

อย่าแบ่งแยกเงินว่าเป็น”เงินสะอาด”หรือ”เงินสกปรก”

อย่างที่บอกไปแล้วว่าคนญี่ปุ่นมักมีมุมมองที่ไม่ดีต่อเรื่องเงินเช่น คิดว่าเงินเป็นของหายากมันเป็นต้นเหตุของความโลภการพูดคุยเรื่องเงินเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมการกอบโกยเงินเป็นเรื่องที่ไม่ดีเศรษฐีเป็นคนเลวต่างๆนานา

ผมขอถามคำถามซักข้อนะครับ

ระหว่างคนรวยที่มีจิตใจสกปรกกับคนจนที่มีจิตใจสะอาดคุณอยากเป็นคนแบบไหนหรืออยากทำงานกับใคร

“คนรวยที่มีจิตใจสกปรก” ในที่นี้คือคนที่รับมอบตระหนี่ถี่เหนียวคิดถึงแต่ตัวเองหยิ่งยโสไม่เกรงใจใครและทำเรื่องไม่ดีอยู่เบื้องหลังแต่มีเงินมากมาย

ส่วน”คนจนที่มีจิตใจสะอาด” หมายถึงคนที่ซื่อตรงและยึดถือความถูกต้องเป็นคนที่คิดถึงผู้อื่นอยู่เสมอไม่ฟุ่มเฟือยทำแต่สิ่งถูกต้องไม่หลงมัวเมาไปกับสิ่งยั่วยุและใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีแต่ว่ายากจนมาก

เป็นคำถามที่ตอบยากใช่มั้ยครับ และแน่นอนว่าถ้าเลือกได้เราก็ยอมอยากร่วมข้อดี ของคนทั้งสองแบบเข้าด้วยกันให้เป็น “คนรวยที่มีจิตใจสะอาด”

งั้นผมขอต่อแบบนี้แล้วกัน

ถ้าคนรวยบริจาคเงินที่ได้มาด้วยวิธีสกปรกเป็นจำนวนหลายร้อยล้านเยนขึ้นมาคนคนนั้นจะถือว่าเป็นคนดีหรือคนเลว

เริ่มไม่แน่ใจแล้วใช่ไหมครับว่าเขาเป็นคนดีหรือคนเลวกันแน่ เพราะเขาทำเรื่องที่ดีอย่างการบริจาคเงินให้กับคนจนแต่ในขณะเดียวกันก็ทำเรื่องที่ไม่ดีอย่างการหาเงินด้วยวิธีสกปรก

ผมคิดว่าคนจนที่มีจิตใจสะอาดเป็นคนดีครับแต่เขาไม่มีเงินจึงไม่สามารถทำประโยชน์ให้สังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม เค้าทำได้เพียงพูดให้กำลังใจคนที่อดอยากหิวโหยแต่ไม่อาจบริจาคเงินเพื่อช่วยบรรเทาความหิวโหยได้

ส่วนคนรวยที่มีจิตใจสกปรกมีเงินจึงบริจาคเงินก้อนโตเพื่อช่วยเหลือ ผู้คนมากมายให้รอดผลจากความอดอยากได้และยังสามารถใช้เงินทำประโยชน์ให้สังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม คุณคงไม่ค่อยแน่ใจแล้วว่าแบบไหนดีกว่ากันใช่ไหมครับ นั่นเป็นเพราะคุณกำลังแบ่งแยกงานออกเป็นเงินสะอาดกับเงินสกปรกไหนอยากได้เงินแต่ลึกลึกคุณก็แอบตั้งแงกับมันแหละแอบมีความคิดแบบนี้เองที่ทำให้เงินไม่เข้ามาหาคุณ

คุณต้องปรับมุมมองเสียใหม่ว่าเงินก็คือเงินคนเราอาจจะมีทั้งคนที่จิตใจดีและไม่ดีแต่เงินนั้นโดยตัวมันเองแล้วเป็นวัตถุที่เป็นกลางไม่มีเงินที่ดีกับเงินที่ไม่ดีทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอามันไปใช้อย่างไรคุณต้องไม่แบ่งแยกธนบัตรหรือ 10,000 เยนที่อยู่ตรงหน้าว่าเป็นเงินสะอาดหรือเงินสกปรก

หันมาคิดถึงทางออกของเงินแทนทางเข้าของเงิน

ผมขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับมุมมองที่คนญี่ปุ่นมีต่อเงินซึ่งหยิบยกมาจากหนังสือ โทรชิกะ งะ โอะคะเนะ โยะริโมะ ไทเซ็ทสึ นิ ชิเตะอิรุ โคะโตะ (เรื่องที่นักลงทุนให้ความสำคัญยิ่งกว่าเงิน) ที่เขียนโดยฟุจิโนะ ฮิเดะโตะ สักเล็กน้อยนะครับ

คุณรู้มั้ยครับว่าโดยเฉลี่ยแล้วคนญี่ปุ่นบริจาคเงินกันปีละประมาณเท่าไหร่ ผู้ชายญี่ปุ่นที่บรรลุนิติภาวะแล้วบริจาคเงินโดยเฉลี่ยปีละ 2,500 เยน ในขณะที่คนอเมริกันบริจาคเงินโดยเฉลี่ยถึงปีละ 130,000 เยน
ตัวเลขนี้ไม่ได้เอายอดเงินบริจาคจำนวนมหาศาลของเรามหาเศรษฐีอเมริกันมาร่วมด้วยกันนะครับเป็นเพียงค่าเฉลี่ยเงินบริจาคของคนอเมริกันทั่วไปเท่านั้น

โดยทั่วไปแล้วคนอเมริกานิยมบริจาคเงินคนละประมาณ 3% ของรายได้ส่วนคนญี่ปุ่นบริจาคเงินแค่ประมาณ 0.08% ของรายได้เท่านั้น

นอกจากนี้ยอดเงินบริษัทของศิษย์เก่าที่มอบให้กับสถาบันการศึกษาที่ตัวเองจบมาของทั้งสองประเทศก็แตกต่างกันมาก เห็นได้จากศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บริษัทโดยเฉลี่ยแปดหมื่นล้านเยนต่อปี ในขณะที่ศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยโตเกียวบริจาคโดยเฉลี่ย2-3 พันล้านเยนต่อปี ซึ่งคิดเป็น 2.5% ของยอดบริจาคที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้รับบริจาคศิษย์เก่าเท่านั้น ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่อยากใช้จ่ายเงินและมีมุมมองเกี่ยวกับเงินในทำนองว่า

ไม่อยากขาดทุน
ไม่อยากเสียเงิน
ไม่อยากใช้เงินเพื่อคนอื่น

เที่ยมนาฬิกาคนที่ประสบความสำเร็จจนมีฐานะร่ำรวยมากทำกิจกรรมการกุศลหรือบริจาคเงินก้อนโต ทำให้เศรษฐีมีภาพรักของคนที่อุทิศตนเพื่อสังคม คนอเมริกันจึงค่อนข้างมองเงินและเศรษฐีในแง่บวก
เมื่อเทียบกันแล้วเศรษฐีญี่ปุ่นไม่นิยมบริจาคเงินคนญี่ปุ่นจึงมีทัศนคติที่ไม่ค่อยดีกับเศรษฐีเช่น คิดว่าเศรษฐีเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว เอาแต่กอบโกยเงินหรือแอบทำเรื่องที่ไม่ดีมาอยู่เบื้องหลัง ดังนั้นต่อให้เศรษฐีญี่ปุ่นบริจาคเงินก้อนโตพวกเขาก็จะถูกสังคมกล่าวหาอยู่ดีว่าทำเพราะอยากได้หน้า

เรื่องนี้ทำให้เรารู้ว่าคนญี่ปุ่นกับคนอเมริกันมีมุมมองเรื่องการใช้เงินที่แตกต่างกันนั่นคือ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่คิดว่าควรทำอย่างไรถึงจะไม่ขาดทุนหรือไม่ต้องใช้เงินในขณะที่คนอเมริกันจะคิดว่าควรใช้เงินอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เราควรหันมาคิดถึงทางออกของเงินแทนทางเข้าของเงินครับ นี่เป็นสิ่งแรกที่ควรทำในการปรับมุมมองหรืออคติที่มีต่อเงินเสียใหม่ เราควรใช้เงินไปในทางที่ดีและควรทำประโยชน์ต่อตัวเองและสังคมไม่ใช่เอาแต่เก็บสะสมเอาไว้เพราะกลัวเงินจะร่อยหรอแต่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่กลับไม่ยอมใช้เงินเพราะคิดว่าเงินเป็นของหายาก

แค่เปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับทางออกของเงินกระแสการไหลของเงินก็จะเปลี่ยนไปนี่เป็นการเปลี่ยนวิธีเป็นอยู่ซึ่งจะทำให้วิธีทำของคุณเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยครับ

ผมจะอธิบายเรื่องทางออกของเงินหรือวิธีใช้เงินอย่างละเอียดในบทต่อๆไปแต่ในบทนี้ผมอยากให้คุณประหนักก่อนว่าคนญี่ปุ่นมักมีมุมมองเรื่องเงินในแง่ลบและตัวคุณอาจจะมีอคติกับเงินอยู่ก็ได้

คุณมองเงินอย่างไร?

ถ้ามองเงินในแง่ลบ เงินจะไม่เข้ามาหาคุณ

เรื่องแรกที่ผมจะพูดถึงก็คือมุมมองเรื่องเงินภาพลักษณ์ของเงินในสายตาคุณเป็นอย่างไรบางคนอาจรู้อยู่แล้วแต่บางคนก็อาจจะยังไม่รู้ดังนั้นเรามาเริ่มจากการทำความเข้าใจตัวเองกันก่อนครับ

มุมมองเรื่องเงินในที่นี้คือความเชื่อ ทัศนคติ หรือแม้แต่อคติที่เรามีเกี่ยวกับเงินซึ่งคุณสามารถลองสำรวจตัวเองดูได้ด้วยการถามคำถามเหล่านี้

  1. คุณคิดว่าการหาเงินเป็นเรื่องที่ดีหรือเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ
  2. การได้เงินมาแบบสบายๆ ไม่เหนื่อยยากเป็นเรื่องดีหรือไม่
  3. คนที่หาเงินได้มากๆแบบสบายๆ เป็นคนดีหรือคนไม่ดี

หากตอบว่าการหาเงินเป็นเรื่องที่ดีแสดงว่าคุณมีมุมมองที่ดีต่อเรื่องเงินส่วนคนที่ตอบว่าการหาเงินเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจหรือเรื่องที่ไม่ดีแปลว่าคุณมีมุมมองที่ไม่ดีต่อเงินครับ

คนที่ตอบคำถามด้วยเหตุผลในด้านลบคงมีอยู่ไม่น้อยเช่นกันการได้เงินมาแบบง่ายง่ายสบายสบายเป็นเรื่องที่เป็นไป ไม่ได้


เงินเป็นสิ่งที่ต้องทำงานสิถึงจะได้มา..

คนที่หาเงินได้มากๆแบบสบายๆ ต้องแอบทำเรื่องไม่ดีอยู่เบื้องหลังแน่แน่ฉันไม่อยากเป็นคนแบบผู้นั้นสักหน่อย…

สำหรับคนที่มีคำตอบทั้งด้านบวกและด้านลบผสมกันลองถามคำถามต่อไปนี้กับตัวเองเพื่อสำรวจว่าแท้จริงแล้วคุณมีมุมมองเรื่องเงินอย่างไรดูนะครับ

หัวหน้าของคุณดูไม่ค่อยทำงานทำการสักเท่าไหร่ไปกลับได้เงินเดือนมากกว่าคุณคุณจะคิดว่า ดีจัง! ฉันอยากเป็นแบบนั้นบ้างหรือรู้สึกโมโหมากกว่า

ถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่ตอบว่าโมโหนั่นแสดงว่าคุณมีมุมมองที่ไม่ดีต่อเรื่องเงินครับ เพราะคุณมองว่าการได้เงินมาง่ายง่ายไม่เหนื่อยยากเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

ทุกวันนี้ผมเป็นประธานบริษัทจึงเข้าใจดีว่าทำไมคนที่เป็นหัวหน้าหรือคนที่มีตำแหน่งสูงสูงถึงได้เงินเดือนเยอะกว่าทั้งที่ดูเหมือนทำงานน้อยกว่า ผมขอบอกตรงนี้เลยว่างานของประธานบริษัทคือการเที่ยวเล่นครับ พูดแบบนี้เราอาจจะมีคนบางคนเข้าใจผิดแต่การเที่ยวเล่นในที่นี้หมายถึงการเปิดหูเปิดตาค้นหาสิ่งใหม่ใหม่ที่มีประโยชน์ต่อบริษัทและพนักงาน

ลองนึกดูว่าถ้าประธานเอาแต่อยู่ในบริษัทเพื่อเฝ้าจับตามองการทำงานของพนักงานพนักงานก็คงรู้สึกเป็นตัวเองและทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรประธานจึงควรออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกเพื่อบริษัทมากกว่าพนักงานบางคนอาจมองว่าประธานบริษัทเอาแต่เที่ยวเล่นไม่เห็นทำงานอะไรเลยทำไมได้เงินเดือนมากกว่าพนักงานทั่วไปหรือน่ะมันใส่ ลองนึกดูว่าถ้าประธานเอาแต่อยู่ในบริษัทเพื่อเฝ้าจับตามองการทำงานของพนักงานพนักงานก็คงรู้สึกเป็นตัวเองและทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรประธานจึงควรออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกเพื่อบริษัทมากกว่าพนักงานบางคนอาจมองว่าประธานบริษัทเอาแต่เที่ยวเล่นไม่เห็นทำงานอะไรเลยทำไมได้เงินเดือนมากกว่าพนักงานทั่วไปหรือน่าหมั่นไส้

แต่คนที่เข้าใจประธานบริษัทก็มีอยู่บ้างเหมือนกันอย่างไรก็ตามประเด็นของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าหัวหน้าทุ่มเทให้กับงานหรือไม่แต่อยู่ที่ว่าคุณมีมุมมองหรืออคติหรือเปล่าเกี่ยวกับคนที่ได้เงินมาแบบง่ายๆ และคนที่เป็นเศรษฐีอย่างไรต่างหาก

ถ้าคุณคิดว่า
คนที่ได้เงินมาง่ายๆน่าหมั่นไส้
การแสดงออกว่าอยากได้เงินเป็นการแสดงความโลภ
เงินเป็นสิ่งสกปรก
คนที่กอบโกยเงินเป็นคนน่ารังเกียจ
โลกนี้มีเรื่องที่สำคัญกว่าการหาเงิน
ต้องใช้ความขยันหมั่นเพียรเท่านั้นถึงจะมีเงินมากได้

แสดงว่าคุณมีมุมมองเรื่องเงินในแง่ลบจึงไม่แปลกที่เงินจะไม่หลั่งไหลมาหาคุณเพราะคุณกำลังปฏิเสธเงินโดยไม่รู้ตัวเองนั่นเอง

รู้จักตัวเองดีแล้ว.. ย่อมรู้จักคนอื่นดีเช่นกัน

จงพยายามก้มหน้ามามองตัวเองให้มากๆ แล้วเรื่องการมองคนอื่น

อ่านคนอื่นนั้น ไม่ยากอย่างที่คุณคิดแน่นอน…

บทสรุป

มนุษย์มักปรารถนาที่จะเป็นอย่างที่คนอื่นเค้าเป็นแต่สิ่งที่ตนเองเป็นอยู่บางครั้งไม่อยากเป็นซึ่งมันก็แปลกๆ ดีบางคนอ่าน บทความเรื่องหนังสือ 100ฉากอันนี้เพียงแค่ต้องการรู้จักคนอื่นเพื่อต้องการเอาชนะคนอื่นหรือไม่ก็เพียงแค่ต้องการเหนือกว่าคนอื่นๆ หากคิดแค่นี้มันไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ

ใครหลายคนที่ถามดิฉันว่าหากต้องการจะรู้จักคนอื่นให้ดีอ่านเค้าให้ขาด ต้องดูที่พฤติกรรมกิริยาเขาเพียงแค่นั้นหรือมีวิธีไหนที่สั้นหรือกระชับบ้าง ดิฉันแนะนำว่าให้ดูที่แววตาและคำพูดและจิตใจ

เขาโต้แย้งกลับมาว่าแววตาคำพูดพอดูได้แต่จิตใจนี่จะดูอย่างไรกันดิฉันจึงแนะนำเขาไปว่าการดูจิตใจนั้นไม่ยากเพียงแต่ต้องเริ่มจากการดูจิตใจของเราเองเป็นหลักก่อนเท่านั้น ใช่…นี่คือเรื่องจริงทุกอย่างต้องเริ่มจากจิตใจ ของเราก่อน

เราต้องอ่านจิตใจของเราก่อนว่าเป็นอย่างไรเมื่อเราเป็นอย่างไรคนอื่นก็เป็นเหมือนเราทุกประการเพียงแต่ว่าลักษณะของการถ่ายทอดคำพูดนั้นอาจจะแตกต่างกันออกไป ถามว่ามาดูจิตใจเราทำไมในความเป็นมนุษย์เมื่อเรามีความโลภ ความโกรธ ความหลงอยู่คนอื่นก็มีเหมือนเรา เราก็เหมือนกับคนอื่นพฤติกรรมทั้งหลายที่ปรากฏนั้นไม่ได้ออกห่างจากสิ่งทั้ง 3 ที่กล่าวมาเลยลองพิจารณาให้ดีๆ

 

“การหันกลับมาดูตัวเองให้มากที่สุดนั่นแหละ  ที่จะทำให้เราอ่านคนอื่นได้มากที่สุดเ  พราะเราเป็นอย่างไรคนอื่นก็เป็นเหมือนเรา”

แต่สิ่งที่เขียนมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงการรวบรวมจากการสังเกตุซึ่งหากคุณเข้าใจอย่างถ่องแท้ในสิ่งที่นำเสนอมาแล้วและหันกลับมามองตนเองก็จะพบว่าตัวคุณเองก็เป็นไปตามอย่างของข้อมูลนี้เหมือนกันจะใช้มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่ที่คุณจะซื่อสัตย์ต่อตัวเองและกับการเช็คข้อมูลมากน้อยเพียงไหนเพื่อให้รู้ความจริง

รู้เราย่อมรู้เขาแต่หากมัวแต่ไปรู้เขาแล้วกลับไม่รู้เราบางครั้งอาจจะสายเกินแก้ก็เป็นไปได้ค่ะ…

เพราะมีปมด้อย

สิ่งที่ทำให้คนหนึ่งเปลี่ยนไปจากเดิมได้โดยเริ่มจากจุดเล็กๆ ที่มีพลังมหาศาลที่สามารถผลักดันทำให้ความคิดเปลี่ยนไปนั่นคือปมด้อย

เพื่อนคนหนึ่งของผมที่ร่วมเรียนกันมาตั้งแต่อนุบาลเป็นคนที่นิสัยใจคอดีมากกาลเวลาผ่านไปนานหลาย 10 ปีได้กลับมาพบกันอีกครั้งคราวนี้ลักษณะนิสัยใจคอของเค้าเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมากเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมเขาจึงเปลี่ยนไป

แน่ล่ะ… เราไม่อาจสามารถที่จะเปลี่ยนใครๆ ได้แต่เราสามารถพยายามเข้าใจคนอื่นได้

คนทุกคนย่อมมีพัฒนาการที่แตกต่างกันออกไปความแตกต่างเกิดขึ้นจากประสบการณ์ของชีวิตว่าระยะทางและช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นเขาได้พบกับอะไร บ้างได้เจอกับสิ่งใดได้บ้างหากทั้งชีวิตของเขาพบแต่เรื่องราวและประสบการณ์ที่ดีเค้าจะไม่ต้องกลายเป็นคนใหม่ไปและหากเขาโชคไม่ดีพอต้องพบกับสิ่งที่ไม่ดีในชีวิตอยู่เนืองๆ นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาต้องเปลี่ยนไป

นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้คนหนึ่งเปลี่ยนไปจากเดิมได้โดยเริ่มจากจุดเล็กๆที่มีพลังมหาศาลที่สามารถผลักดันทำให้ความคิดเปลี่ยนไปนั่นคือปมด้อย

สิ่งที่เรียกว่าปมด้อยนี้นอกจากทำให้คนเปลี่ยนไปแล้วยังทำให้คนหนึ่งคนไปทำให้คนอีกหลายหลายคนที่อยู่ใกล้ตัวเปลี่ยนนิสัยด้วยเช่นกัน คนที่มีปมด้อยมากเมื่อวันหนึ่งสถานการณ์ชีวิตเปลี่ยนไปเค้าจะพยายามทำสิ่งต่างๆเพื่อลบปมด้อยของเขาซึ่งผมจะค่อยๆ หยิบมากล่าวถึงครับ


ปมด้อยทำให้คนเปลี่ยนไป

เมื่อใครสักคนมีปมด้อยอยู่ในใจมักจะฝัง จำอยู่เสมออย่าง ธนเดช เพื่อนเรียนรุ่นเดียวกันในสมัยละอ่อน เขามีปมด้อยเรื่องพ่อแม่คือพ่อแม่แยกทางกันเวลาถึงวันสำคัญอาทิ วันพ่อ วันแม่ เพื่อนคนอื่นๆ เค้ามีพ่อแม่มาโรงเรียนแต่สำหรับธนเดชเค้าไม่มี

เมื่อเติบโตมีครอบครัวเขาจึงทุ่มเทกับครอบครัวของเขาเป็นอย่างมากแล้ววันหนึ่งครอบครัวอันอบอุ่นเกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจเมื่อปีพ.ศ. 2540 ท้ายสุดเค้าต้องจำใจให้ภรรยาไปจากเขา ธนเดชแอบคิดในใจว่าลูกสองคนที่เขา 100,000 รักก็ต้องกลายเป็นเด็กมีปัญหาอย่างแน่นอนเขาทุกข์ใจมากเอาแต่นั่งนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาอะไรทั้งสิ้น

ที่สุดเค้าก็เปลี่ยนนิสัยของเค้าไปเองเพราะปมด้อย ธนเดชนั่งซึมทั้งวันนี่แหละที่เรียกว่าปมด้อยทำให้เขาเปลี่ยนไปเพราะเค้าเองเคยมีปมได้เมื่อวัยเด็กจึงเกิดความทุกข์เมื่อเลิกกับภรรยาไปแล้วเกรงว่าลูกของเค้าจะต้องเป็นอย่างเขาเมื่อในอดีตนั่นเอง

องค์ทะไลลามะ เคยตรัสสอนว่าเมื่อเรารู้ว่าเค้ามีปมด้อยในเรื่องอย่างนั้นมาก่อนแล้วเค้าถ่ายทอดออกมาเป็นพฤติกรรมของเขาในปัจจุบันเราควรที่จะเพิ่มความกรุณาเห็นอกเห็นใจเค้าให้มากๆกว่าเดิมแล้วค่อยๆ ทำให้เค้ารู้ว่าบางครั้งรอยประทับในอดีตมันก็สามารถที่จะลืมเลือนมันได้เหมือนกันด้วยการเปิดใจให้กว้าง ทำใจให้กว้างและยอมรับมันและมีสติความรู้สึกอยากให้มันเกิดขึ้นมาอีกเท่านั้นเอง