พฤติกรรมศาสตร์มนุษย์ของลักษณะการยืน

คนที่ชอบยืนกอดอกอยู่เรื่อย  หมายความว่าเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองค่อนข้างสูงและมักมองผู้อื่นต่ำกว่าเสมอ

คนที่ชอบยืนอยู่แล้วพักขาข้างหนึ่ง คือ(ขาตึงข้างย่อเข่าข้าง) เป็นลักษณะของคนที่ขี้เกียจทำอะไรไม่จริงจัง

คนที่ชอบยืนเหม่อ เป็นลักษณะของคนที่มากไปด้วยความคิด  จินตนาการ  ทั้งทางด้านบวกและลบ  อย่างสูงหรือหากจะพูดแบบภาพรวมคือวิตกกังวลอยู่เรื่อยๆ

คนที่ชอบยืนเอามือมาจับหน้า จับปาก เป็นคนที่ขี้สงสัยไม่มั่นใจตัวเอง

คนที่ยืนแล้วลักษณะเหมือนเอนไปข้างหน้า (ภาษาโบราณเรียกว่ายืนโล้ไปข้างหน้า) หมายถึง   คนที่ทะยานมานะสูง ทิฐิก็สูงด้วยที่สำคัญเอาแต่ใจ

คนที่ยืนไหล่ห่องุ้ม หมายถึง  คนที่ขี้อายคนที่ขาดซึ่งความกล้า

คนที่ยืนยืดไหล่และอก หมายถึง  คนที่ชอบแสดงออก  มาดมั่นด้วยความกล้า

ลักษณะของคนที่ยืนที่ผิดจากธรรมชาติของมนุษย์ไปจากที่กล่าวมา ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดจากทุพพลภาพ ทาง สรีระของร่างกายจึงไม่อาจที่จะพยากรณ์ได้  มนุษย์เป็นสัตว์สองเท้าที่ไม่นิยมยืนเท้าเดียวเหมือนสัตว์บางจำพวก เช่น นก ไก่ เป็ด เป็นต้น หากพบว่าใครยืนเพียงขาเดียวนั้น ให้ถือเสียว่าผิดจากธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง

พฤติกรรมศาสตร์มนุษย์ของลักษณะการเดิน

คนที่เดินเอามือกอดอก หมายความว่า เขาคนนั้นกำลังต้องการใช้สมาธิมากด้วยกำลังใช้ความคิดมาก

คนที่เดินเอามือไขว้หลัง หมายความว่า เขาคนนั้นกำลังสับสนกับสิ่งที่ปรากฏขึ้นในชีวิต

คนที่เดินก้มหน้ามองพื้น หมายความว่า เขาคนนั้นกำลังมีความวิตกกังวลใจที่สื่อไปในทางที่กลัวอยู่ในใจ

คนที่เดินเอามือป้องมองฟ้าอยู่เรื่อยๆ บ่อยๆ หมายความว่า เขาคนนั้นกำลังท้อกับชีวิตเมื่อไหร่จะดีเหมือนกับคนอื่นเค้าบ้างสักที

การเดินแบบกระแทกส้นเท้า ทั้งเดินเร็วหรือช้า ไม่ว่าจะเสียงดังหรือเบา เขาคนนั้นเป็นคนมักโกรธและให้สังเกตได้เลยว่าคนเหล่านั้นจะมีดวงตากลมๆ โตๆและบางครั้งดวงตาโปนด้วย

การเดินแบบจิกเอาปลายเท้าลงพื้นก่อน คนเหล่านั้นมักจะเป็นคนที่มีความทะยานอย่างมาก อาทิ อยากเก่งกว่าคนอื่น  อยากเด่นกว่าคนอื่น  อยากได้รับคำชมมากกว่าคนอื่นๆ พวกนี้จะทำทุกวิถีทางให้ต้นก้าวหน้าขึ้นมาเป็นใหญ่แม้จะต้องแทงหลังเลื่อยขาใครก็ตาม ทำได้หมด

การเดินแบบปลายเท้าแยกออกจากกัน  กล่าวคือปลายเท้าซ้ายฉีกออกไปทางซ้าย  เวลาก้าวเดินปลายเท้าขวาฉีกออกไปทางขวา  เวลาก้าวเดินลักษณะนี้เรียกว่าคนหลงหมายถึงลุ่มหลงง่าย

การเดินแบบปลายนิ้วและส้นเท้ารวมถึงฝ่าเท้าขึ้นลงพร้อมกัน  เวลาก้าวลักษณะนี้คือการเดินของผู้มีบุญญาธิการในทางธรรม

การเดินแบบตัวตรง  สื่อให้เห็นว่าเขาคนนั้นเป็นคนเจ้าระเบียบ

การเดินแบบไหล่ห่อไหล่หุบ สื่อให้เห็นว่าเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูง  คิดมาก  เอาแต่ใจพอควร  เจ้าอารมณ์

การเดินแบบแกว่งแขน (ไม่ใช่การแกว่งแบบปกติ) หากเป็นหญิงสื่อให้เห็นว่าเป็นคนมักมากในกามรมย์  หากเป็นชายก็พวกนักเลงสตรี

ส่วนลักษณะการเดินอื่นๆที่มิใช่เกิดจากธรรมชาติอาทิเดินแบบคนขาเป๋ ขาด้วน ใส่ขาเทียม ลักษณะอย่างนี้ไม่สามารถที่จะพยากรณ์ได้  เพราะเขาได้เสียจริตแห่งการเดินไปจากตามความเป็นจริงแห่งธรรมชาติแล้วนั่นเอง

พฤติกรรมศาสตร์ มนุษย์ทางกริยา

คนเก่งฉลาดแกล้งโง่หรือมองในแง่ดี คือ เป็นคนที่ฟังความคิดของทุกคนโดยไม่นำเอาความคิดของตนออกไปสอดแทรกแต่ประการใด

                 กริยาเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงชาติพันธ์ของมนุษย์คนนั้นนั้นได้เป็นอย่างดีว่าแท้จริงแล้วเขาคนนั้นเป็นคน มีที่มาอย่างไรอีกทั้งยังสามารถบอกถึงอารมณ์อาการและความรู้สึกในปัจจุบันขณะของคนนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

แปลกอย่างไม่น่าเชื่อว่า… กริยาเกือบทุกอริยาบทสามารถพยากรณ์ออกมาได้ว่า บุคคลคนนั้นมีนิสัยใจคออย่างไร การที่เรารู้ว่าเขาคนนั้นเป็นคนอย่างไรและจะทำให้เราสามารถคบหากับเขาคนนั้นได้ ไม่อยากเชื่อหรือไม่ว่าบางครั้งการคบหากันบางครั้ง  หากเรารู้จัก แสวงจุดร่วมสงวน จุดต่างย่อมจะทำให้ เราประสบความสำเร็จหากว่าเขาบุคคลนั้นอยู่ในส่วนของการเชื่อมโยงและสัมพันธ์กันในเรื่องของการงาน

  • แสวงจุดร่วม หมายถึง สิ่งใดที่คิดเห็นและชอบเหมือนกันควรร่วมมือกันทำอย่างสร้างสรรค์
  • สงวนจุดต่าง หมายถึง สิ่งใดที่คิดเห็นและมีมุมมองต่างกันก็ไม่ควรคุยร่วมกันสื่อสารร่วมกัน

ปราชญ์ ผู้ล้ำเลิศอย่าง ขงเบ้ง ไม่ทำงานให้ใครง่ายง่ายแต่ทำไมถึงมาช่วยเล่าปี่ทั้งที่เล่าปี่ไม่ใช่คนเก่งคนเลิศล้ำอะไรเลย แต่ที่เค้ามาช่วยเพราะเมื่อได้เห็นกริยาของเล่าปี่แล้ว เป็นการแสดงออกถึงซึ่งความอ่อนน้อมที่เป็นจริง ที่ออกมาจากสายพันธุ์ของเล่าปี่นั้นเอง ปราชญ์โบราณจึงกล่าวว่า

“การอ่อนน้อมย่อมทำให้เราได้การสนับสนุนอย่างแท้จริง”

                คงไม่ต่างจากลิ้นกับฟันแม้ว่าฝันจะเป็นสิ่งที่แข็งแรงแต่ก็ไม่อาจที่จะอยู่คู่กับชีวิตของเราไปได้ตลอด กลับกันความอ่อนนุ่มของลิ้นต่างหากที่อยู่กับเราไปได้นานจนกว่าเราจะจากโลกนี้ไป

คุณคงอยากรู้แล้วใช่หรือไม่ว่า รักสนะกริยาของคนแต่ละคนสื่อความอะไรอย่างไรบ้าง โปรดจงติดตาม

พฤติกรรมแห่งวาจา


มนุษย์แต่ละคนไม่มีใครดีทั้งตัวและช่วยทั้งหมดเพียงแต่หากเราจะคบใครอย่างลึกซึ้งสักคนเราก็ต้องอาศัยศาสตร์แห่งการดูพฤติกรรมตามที่กล่าวมานี้เอาไว้เป็นวัคซีนป้องกันตนเองบ้างก็คงจะดีไม่น้อย

พระพุทธเจ้าทรงตรัสเอาไว้ว่าคนพูดมากไม่พูดเท็จเป็นไม่มี

หากเรามาตั้งข้อสังเกตดีดีดูเหมือนพระพุทธเจ้าจะทรงพยายามชี้ให้เห็นว่าธรรมชาติของปากมนุษย์นี้มีหน้าที่หลักหลักอยู่เพียง2 อย่างกล่าวคือ

1. ไว้สำหรับเป็นที่รับอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
2. ไว้สำหรับเปล่งเสียงเพื่อสื่อสาร

นี่คือหน้าที่ของปากแต่มนุษย์ใช้ปากเกินความจำเป็นปากมีเอาไว้รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์บางคนก็ไปดูดสิ่งเสพติดบางทีก็ไปดื่มของเมาเป็นต้น

กรณีที่พระพุทธองค์สอนว่าให้เอาไว้สำหรับสื่อสารนั้น เพื่อสำหรับสื่อสารธรรมดาแต่ไม่ได้รวมความไปถึงก็รณีที่มีการโต้ตอบต่อว่า ด่าทอ นินทา ป้ายสี วิพากษ์วิจารณ์ หากมีความจำเป็นต้องสื่อสารก็ควรสื่อสารในวาจาที่งดงามและเป็นกุศลเท่านั้นเช่น พูดคำจริง สวดมนต์ไม่นินทาว่าร้าย ดังจะเห็นได้จากในเรื่องของสินบัญญัติที่พระองค์ทรงวางเอาไว้ว่า

  • มุสาวาทาเวระมณี ซึ่งมีความหมายว่าห้ามพูดเท็จห้ามพูดส่อเสียดห้ามพูดคำหยาบห้ามพูดเพ้อเจ้อ
  • สุราเมระยะ ซึ่งมีความหมายว่าห้ามดื่มสุรา เบียร์ไวน์พูดง่ายๆ ของหมักดองที่ทำให้มึนเมาทุกชนิด
  • สัมมาวาจา หนึ่งในมรรคแปดที่ถือว่าเป็นประถมเทศนาสอนหรือสีทั้ง 5 มีความหมายว่าให้พูดแต่วาจาที่เป็นธรรม

แต่มนุษย์อาจหลงลืมในสามสิ่งนี้เลยต้องมาวุ่นวายเพราะปากสร้างกรรมกันมากมายเพราะปากโลกถึงวุ่นวายสังคมการเมืองสังคมในไหนหากมีปากเอาไว้ทำหน้าที่อย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วย่อมวุ่นวายทั้งสิ้น

พระพุทธเจ้าทรงตรัสเอาไว้ชัดเจนแล้วว่าคนพูดเยอะโดยมากโกหกมากกว่าการพูดคำจริงผมช่วยทฤษฎีนี้เพราะพระพุทธองค์ตรัสคำไหนคำนั้นเป็นจริงเสมอ

ลักษณะของคนพูดคำเท็จมีดังนี้
1. พูดมากพูดเยอะ
2. พูดเร็วมาก
3. พูดติดๆ ขัดๆเพราะสมองไม่สามารถคิดคำโกหกได้ทัน
4. พูดด้วยจ้องหน้าอยู่ตลอดเวลา( เพราะคนโบราณเชื่อว่าคนพูดไม่มองหน้ายอมพูดคำเท็จคนเหล่านี้จึงแก้ด้วยการ  พูดล่ะมองหน้าคู่สนทนาทุกคำซึ่งผิดปกติและผิดธรรมชาติ)
5. พูดโดยไม่มองหน้าเลยแม้แต่คำเดียว
6. พูดเรื่องเดิมแต่วนไปวนมาจับแต่ความไม่ได้เลย
7. พูดไปหัวเราะไป

นอกจากนี้โทษอันเกิดจากกรรมของคนที่พูดโกหก พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ และพูดนินทา พูดส่อเสียด นั้นตามหลักแห่งความเชื่อของพระพุทธศาสนากล่าวว่า

เกิดในภพชาติใดที่ได้เป็นมนุษย์จะมีลักษณะดังนี้
1. พูดไม่ชัดถ้อยชัดคำ
2. พูดด้วยมีน้ำเสียงสั่นเครือและแหบแห้ง
3. พูดติดอ่าง
4. พูดหลายเสียง
5. มีเสียงพูดที่เล็กแหลมไม่กังวาล

อีกสิ่งหนึ่งต้องเข้าใจด้วยว่าสิ่งที่กล่าวมานี้เป็นผลของกรรมเก่าแต่หากในชาตินี้เค้ายังพูดโกหกทั้งที่พูดไม่ค่อยชัดพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือทั้งที่ยังพูดติดอ่างอยู่หรือพูดหลายเสียงยิ่งจะเป็นการสร้างกรรมให้เขาทวีคูณไปอีกถึงกับชาติต่อๆไปหากได้เกิดเป็นมนุษย์อีกก็จะต้องหูหนวกและ เป็นใบ้ อย่างแน่นอน

ลักษณะของคนที่จะพูดคำจริง
1. พูดชัดถ้อยชัดคำ
2. ไม่พูดมากเกินไป
3. พูดไม่วกวนในเรื่องเดิม
4. พูดแล้วเสียงกังวาลแปลว่าไม่ได้พูดเสียงดัง
5. พูดไม่ติดๆ ขัดๆ
6. พูดล่ะมองหน้าบางไม่มองหน้าบ้างตามแต่เหตุการณ์ซึ่งเป็นลักษณะของธรรมชาติมนุษย์

การที่จะคบใครสักคนแล้วสังเกตุดูว่าเค้าเป็นคนจริงกับเรา หรือไม่จากทฤษฎีที่กล่าวมาทั้งหมดนับได้ว่าเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้บางครั้งเราอาจจะพบคนมากมายหลายคนในแต่ละวัน หรือแม้แต่ตัวเราเองอาจจะต้องสวมหมวกหลายใบ ไม่ต่างไปจากละครร้อยฉากที่ปรากฏในแต่ละวัน

ดังนั้นการดูคนแต่ละคนว่าจริงใจกับเราหรือไม่อย่างไรสังเกตไม่ยากหากเราอาศัยในสิ่งที่ได้นำเสนอมาจากเบื้องต้นดังกล่าว

กลยุทธิ์หักลิ้นช้าง

ทุกวันนี้หากจะตัดสินใจร่วมธุรกิจกับใครสักคนบางครั้งเราอาจจะต้องมีการตรวจสอบบุคคลที่จะมาร่วมธุรกิจกับเราให้ดีๆ โดยเฉพาะบุคคลที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน เพื่อที่จะเป็นเกราะป้องกันตัวเองไม่ให้ต้องโดนฉ้อโกงได้

หลายปีก่อนคุณเพ็ญเคยมาปรึกษาก่อนที่จะไปร่วมธุรกิจบางอย่างกับกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งซึ่งเธอเล่าว่ารู้จักเพราะเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่เด็กแนะนำ โดยมีการแนะนำกันว่าธุรกิจที่จะทำนี้ดี มีกำไรวค่อนข้างมากผลิตแล้วมีผู้สนใจสั่งซื้อมากมาย

ได้แนะนำคุณเพ็ญคร่าวๆ ว่า อย่าฟังแต่เรื่องผลประโยชน์ที่จะได้ ควรศึกษาข้อมูลในเชิงลึกให้ดีเสียก่อน เธอก็ยืนยันว่าได้ตรวจสอบหลายด้านแล้ว บริษัทนี้มีตัวตนจริงและเป็นชื่อของเขาเป็นเจ้าของจริงๆ

จึงท้วงติงเธอไปว่า …..  คำว่าธุรกิจนั้นความจริงแล้วก็คือการแสวงหากำไรการทำงานอะไรที่ดีมีกำไรตามหลักแห่งความเป็นจริงของโลก คงไม่มีใครอยากจะแบ่งความรวยอะไรมาให้เราหรอก

คุณเพ็ญบอกว่ามันก็จริงแต่บริษัทนี้ขาดสภาพคล่องไม่มีเม็ดเงินที่จะซื้อวัตถุดิบมาผลิตจึงถามเธอไปว่า เขาเปิดบริษัทมากี่ปีแล้ว คุณเพ็ญเธอบอกว่า 10 ปี ผมจึงแย้งลึกลงไปอีกว่ายิ่งนานขนาดนี้ยิ่งฟังดูแปลกๆ

สุดท้ายเธอไม่ได้ร่วมลงทุนด้วยแม้บแต่บาทเดียว เมื่อได้ฟังข้อคิดเห็นจากผมไป แต่เพื่อนของคุณเพ็ญคนหนึ่งได้ร่วมลงทุนไปโดยใช้เงินสดกว่า 5 ล้านบาท จนถึงวันนี้ผ่านไป 2 ปียังไม่เคยได้เงินปันผลตามที่เคยตกลง ได้แต่คำตอบที่บอกว่า

ขาดทุน ไม่มีใครสั่งงานเข้ามาเลย

ท้ายสุดก็นิ่ง…และเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ไปในที่สุด ไม่ได้มีการเคลียร์ อย่างใดจนกระทั่งทุกวันนี้ บริษัทก็ปิดเงียบหายไปแล้วอย่างเข้ากลีบเมฆ

สิ่งที่บ่งบอกว่าคนๆ นั้นรวยหรือไม่รวยดูง่ายนิดเดียว ดูที่แววตาดูที่ลักษณะที่ผิวหน้า มันจะมีราศีอะไรบางอย่างบ่งบอกได้เลยว่าเป็นคนรวย ต่อให้เป็นคนที่ผิวดำด้วยก็ตามใบหน้าใบตาดูอย่างไร ก็ต้องมีราศี อธิบายว่าดูอย่างไรแต่ผมว่าก็ดูรู้อยู่ดีแหละ

“คนรวย แกล้งจนอย่างไรก็ยังรวย แต่คนจนแกล้งทำรวยอย่างไร มันก็ไม่รวย”

ยุทธศาสตร์อยากขึ้นไปใหญ่

ความจริงเรื่องของการเหยียบบ่าขึ้นไปใหญ่เป็นกลยุทธ์ที่รวมเอาไว้ถึงเรื่องของการแทงหลังและพยายามด้วยค่ะพร้อมสรรพเพียงเพื่อหวังให้ตนเองได้ผลประโยชน์ที่หวังโดยที่ไม่ได้ก้มลงมาดูหรือมองมาตัวเองเลยว่ามีความสามารถจริงหรือไม่ แต่อาศัยการใช้คำพูดที่ฟังแล้วดูดีสร้างภาพให้แก่ตนเองได้และพร้อมที่จะสาดโคลนแทงหลังเผายับกับคนอื่น

กลยุทธ์นี้จะสามารถใช้ได้ผลกับคนที่มีปัญญาแต่ขาดการพิจารณาไตร่ตรองหรือพูดยังไงว่าแม่งโง่ซ้ำซากเสียดายทุกคำข้าวที่กินเข้าไปมันไม่ได้ไปช่วยให้สมองมีพัฒนาการที่ดีเลยน่าจะหันไปกินหญ้าแทน

ที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งผู้อำนวยการโรงเรียนหรือเรียกกันสั้นสั้นว่าผอ. ผู้ที่พยายามพรีเซนต์ตัวเองว่าเก่งมีวิสัยทัศน์ต่อหน้าเจ้า ของโรงเรียนทั้งที่ความจริงตัวเธอเองอวดรู้มากกว่ารู้แล้วยังมีความคิดอีกว่าคนอื่นโง่หมดตัวเองฉลาดอยู่คนเดียว

คุณพิสมัยผอ. ประจำโรงเรียน ก็รู้ดีว่าครูติวคนนี้มีความสนิทกับเจ้าของโรงเรียนอย่างมากแต่เธอก็ไม่ได้มีข้อสงสัยหรือตำหนิอะไรครูติว เลยเพราะเป็นคนที่ทำงานดีสอนหนังสือดีแล้วว่าหนึ่งครูติวได้พาเพื่อนคนหนึ่งมาแนะนำให้รู้จัก

เป็นครูสอนภาษาต่างประเทศเพื่อแนะนำให้จ้างมาสอนโรงเรียนฐานะเป็นคุณครูพิเศษเหมือนกันเธอชื่อครูต้อมเมื่อครูต้องรู้จักกับผอ. แล้ว ต่อมาเธอก็โทรหากันกินข้าวกันบ่อยครั้งจนเรียกได้ว่าเริ่มมีความสัมพันธ์ที่รู้จักและสนิทชิดเชื้อกันอย่างดี

ยุทธศาสตร์ทั้งหลังเลยขาเหยียบบ่าขึ้นไปใหญ่จึงเริ่มเกิดขึ้น ครูต้อมผู้มีอายุมากกว่าครูติวเล็กน้อย ค่อยค่อยเล่าเรื่องและโหมไฟใส่ครูติวทีละเรื่องสองเรื่อง จนผอ. สมองควายเชื่อคารมเรียบร้อย ผอ. จึงเริ่มมีปฏิกิริยากับครูติวทีละน้อยจากที่เคยแนะนำอะไรสิ่งไหนก็จะเชื่อไปหมดแต่ตอนนี้ค่อยค่อยที่จะไม่เชื่อเพราะไปฟังคำของครูต้อมมาจนมากกระทั่งครูติ๋วเริ่มสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นจึงนำเรื่องเหล่านี้ไปหารือกับครูต้อม เพราะด้วยว่าเป็นคนที่จิตใจดีและคิด ไม่ถึงว่าต้นเหตุคือครูต้อมนั่นแหละ

สรุปแล้วอย่างว่าผอ. ไม่มีกึ๋น ไม่ทันคนเลยโดนหลอกใช้อยู่อย่างนั้น

คนฉลาดน้อย ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาดมากโดยแท้….

กลยุทธ์ขอใหญ่ด้วยคน

 


กลยุทธ์ขอใหญ่ด้วยคนอันนี้มีให้เห็นค่อนข้างง่ายและใกล้ตัวอาการขอใหญ่ด้วยคนนี้เป็นสันดานของคน ที่ปักหลักฝั่งแกนกับคนที่มีบทบาทหรืออำนาจในองค์กรนั้นนั้นแบบว่าหน่อยกูใหญ่ขอใหญ่ด้วยหรือพูดให้เสนาะหูหน่อยก็คือ ยืมบารมีคนอื่นมาเป็นบารมีของตัวเอง

พอทำตัวใหญ่แล้วคราวนี้จะเบ่งใครที่ไม่ใช่พวกหรือไม่ดีกับตัวเองเอาไว้จะรอให้ติดเชือกเลยทีเดียวแต่พฤติกรรมของคนสันดานอย่างนี้จะเริ่มมาจากเหยียบบ่าคนขึ้นไปใหญ่

ในออฟฟิศแห่งหนึ่งในย่านรามคำแหงบริษัทนี้ทำงานระดับร้อยล้านมีผู้หญิงคนหนึ่งจากพนักงานเล็กๆเธอสามารถปีนป่ายไต่ด้วยเต้าขึ้นไปจนเป็นคนสนิทของผู้บริหารระดับประธานบริษัทด้วยระยะเวลาราวกับ จำคุกคือหนึ่งปีหกเดือน

แรกเข้ามาอยู่บริษัทนี้ใครใครก็ใช้งานเธอตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ถ่ายเอกสารก็ยังต้องเธอด้วยกิริยาที่เธอภายนอกเหมือนอ่อนน้อมถ่อมตนแต่ทว่าภายในของเธอแปลงราวเหล็กเป็นสนิม อาจจะเป็นเพราะว่าเธอมีใบหน้าคมน่ารักเอวองส่งออกไม่ธรรมดาของแท้แบบแม่ให้มาตั้งแต่เกิดนี่คงเป็นใบเบิกตาทำให้ชายทั้งหลายขากลางสั่นไหวแต่เธอเล่นเป็น…

เริ่มจากทำงานได้สามเดือนก็ตีสนิทกับหัวหน้าแผนกเริ่มจากทานข้าวกลางวันด้วยกันในโรงอาหารและพัฒนากันไปเรื่อยๆ จนมีเสียงเม้าท์กันชัดว่าเธออยากเอาน่าสู้หนังเอาหลังสู้ฟูกหายใจรดต้นคอกันไปแล้วหลายรอบ และเมื่อกาศเป็นความสัมพันธ์พิเศษได้ขนาดนี้แล้วคนในแผนกก็เริ่มเกร็งไม่กล้าใช้เธอเป็นคนถ่ายเอกสารต่อไป

ด้วยวิธีของเธอขนาดนี้เธอใช้ไปจนกระทั่งเธอก้าวไปถึงการเป็นเลขาโดยตำแหน่งของท่านประธานบริษัทและเมื่อถึงเป้าหมายของเธออย่างนี้แล้วเกมแรก ที่เธอเริ่มก็คือการกำจัดสลัดขนคนที่รู้กำพืดตัวเธอ

ความกลัวทำให้เสื่อม

ข่าวนิยามแห่งคำนี้ดังไปเข้าหูเธอจึงคิดจะกำจัดนาถยา โดยเริ่มจากแทงข้างหลังกล่าวหาแบบเบาะๆ ก่อนเพื่อเป็นการสอนให้สำนึก เธออาศัยความเป็นเลขาท่านประธานเบ่งใส่หัวหน้าแผนกให้จัดการกับนาถยาด้วยวิธีอะไรก็ได้

เมื่อนาถยาโดนอยู่เรื่อยหนักเข้าจึงคิดจะเอาคืน

สงครามจึงเพิ่งเริ่มต้น…แต่นาถยาไม่เคยกลัว การต่อสู้แทงหลังเลื่อยขาจึงมีมากมาย ที่สุดนาถยาจึงประกาศชัดๆว่า

ไหนๆ ก็จะออกอยู่แล้ว..ก็ขอให้เป็นเลขาอย่างมีความสุขต่อไป

กลยุทธ์ขอใหญ่ด้วยคน เจอ กลยุทธ์ทะลวงรังเข้าไป อยู่ไม่ติดเหมือนกันนี่แหละ ใครโดนกระทำจากผู้ลักษณะนี้ต้องเอาคืนจากเกมด้วยวิธีนี้รับรองนอกทุกข์กายบางคนอาจจะสงสัยว่ารหัสมันเป็นผู้ชายด้วยกันค่ะครูแต่มีวิธีการที่เอาใจเจ้านายจนกระทั่งได้เป็นอย่างนี้จะทำอย่างไร

ยุทธวิธีปล่อยของ

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่าในทุกสังคมและวงการต่างมีบุคคลที่บางครั้งยอมกระทำทุกอย่างเพื่อให้ตนได้ขึ้นมาเป็นใหญ่ อำนาจวาสนาย่อมมาพร้อมกับความชิบหายถ้าหากมีแล้วใช้ในทางที่ผิดหรือผู้มีอำนาจใช้แบบลุ่มหลงมัวเมาพอได้นั่งเก้าอี้ประจำตำแหน่งแล้ว มีบางสิ่งที่เปลี่ยนไปเหมืนอนนั่งเ นั่งเก้าอี้ประจำตำแหน่งแล้วมีบางสิ่งที่เปลี่ยนไปเหมือนคนมีองค์ลงประทับ

                       แถมบางสิ่งที่เขาห้ามบอกว่าอย่าทำเลยมันเสี่ยงนะ…ก็ไม่เชื่อดันตวัดกลับเพราะอั๊วะใหญ่ที่สุดตอนนี้อยากทำอะไรต้องทำได้ …

ในพฤติกรรมศาสตร์ เค้าบอกว่าคนเล็กชอบทำตัวใหญ่คนใหญ่จริงๆมันก็ทำตัวเล็ก ทีนี้บางคนมีอำนาจขึ้นมาใหญ่เล็กน้อยอวดตัวซะ บางทีก็ใช้อำนาจไปในทางที่ผิดจนลูกน้องต้องส่ายหัว เพื่อนรุ่นพ่อผมเรียกชื่อแกว่าลุงเภา เป็นตำรวจนอกราชการชอบมาเล่าอะไรแปลกแปลกในแวดในวงของคนสีกากีให้ฟัง บางเรื่องฟังเราก็เก็บเอามาคิดว่ามันเป็นไปได้เหรอวะ… แต่พอนึกถึงสโลแกนตำรวจแล้วเออเนาะ

ภายใต้ดวงอาทิตย์

ไม่มีสิ่งใด ที่ตำรวจไทย ทำไม่ได้

แม้ว่าเพื่อนคนนี้ของผมจะออกราชการมานานแล้ว ด้วยคลองหยดสุดท้ายที่พันตำรวจโท สมัยนั้นเค้าเรียกกันว่าสารวัตรใหญ่ เพราะเมื่อก่อนยังไม่มีตำแหน่งผู้กำกับ ชื่อของตำรวจยังใช้ชื่อเดิมว่ากรมตำรวจ เพราะมีสถานะเป็นเพียงแค่กรม ขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ต่อมาที่เปลี่ยนแปลงสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ไม่กี่ 10 ปีนี่เอง โดยมาขึ้นกับสำนักนายกฯ

ไม่ว่าจะขึ้นกับส่วนไหนก็ตามความเป็นตำรวจก็คือตำรวจ ที่ต้องทำงานหนักและตำรวจโดยมากจะเป็นคนที่จริงจังมุ่งมั่นทำงานกัน อย่างที่กล่าวมานั่นแหละทุกวงการมีทั้งคนดีและคนที่ชอบใช้เล่ห์เป็นอาวุธ

ลุงเภาบอกว่าตำรวจไม่เก่ง และมีความสามารถพิเศษอันนอกเหนือจากการจับโจรผู้ร้าย และเป่านกหวีดกับการจราจรแล้วก็คือ

1. เป็นนักวิ่งในฤดูร้อนกับฤดูฝน
2. เป็นนักร้อง

นักวิ่งในฤดูฝนนั่นหมายถึง การวิ่งเพื่อจัดเลื่อนยศปลดย้ายไปอยู่ในที่ที่ดีนั้นเองตั้งแต่ช่วงประมาณกุมภาพันธ์ไปจนถึงเดือนกันยายน

การวิ่งโดยสมัยก่อนจะใช้เส้นมากกว่าใช้เงินในสองช่วงฤดูที่นักวิ่งนอกจากจะวิ่งกันขาขวิด แล้วยังไปเล่นของบนบานศาลกล่าวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยคือ ไปกราบหลวงพ่อโสธรกันยกใหญ่ หวังให้ท่านเมตตาช่วยเพราะหลวงพ่อโสธรเค้าลือกันว่ารักตำรวจ

กลยุทธ์สาดโคลนตวัดลิ้น

 

บางครั้งเราอยู่ดีๆ ก็มีคนเข้าใจปั้นเรื่องเหมือนกับเอาลาภอันมิควรได้มาให้เสียอย่างนั้นกลยุทธ์สาดโคลนตวัดลิ้น เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่น่าศึกษาเป็นการชิงไหวพริบในการแก้หมากเกมแบบทันควันเลยทีเดียว ในแต่ละมุมมองในแต่ละช่วงโอกาสต่างก็มีความทันเกมซึ่งกันและกัน

               ในวงการเมืองมีทุกอย่างที่น่าศึกษาและน่าจดจำโดยเฉพาะกลยุทธ์ในการสาดโคลน ไม่ต้องพูดถึงแต่คนระดับนักการเมืองที่เข้าขั้นเป็น รัฐมนตรีนี้ก็ไม่ธรรมดาหรอกค่ะ เพราะหากว่าธรรมดาวาสนาคงไม่ได้เป็นถึงรัฐมนตรี

 

แต่เท่าที่สังเกตนะ คนที่เป็นรัฐมนตรีนี่เขาจะมีรถจักรยานยนต์ตำรวจนำ เปิดไฟแว๊ปๆ เวลากลางคืนเวลาแอบวิ่งไปแถวๆ หลังตึกคอนโดดูแล้วเหมือนกระสืออย่างไรชอบกล

อีกอย่างวันไหนที่โดนปลดออกหรือไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้ว ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองแล้วก็ยังเห็นมีจักรยานยนต์ตำรวจมานำขบวนเหมือนเดิม ด้วยความที่เราเป็นนักข่าวช่างสังเกตจึงเห็น สงสัยหัวโขนติดที่หัวแบบประเภทเป็นแล้วใหญ่ ยาว คับ ถอดไม่ออก

ถ้าหากเป็นผมนะ เมื่อไม่มีตำแหน่งทางการเมืองแล้วก็ไปเอามูลนิธิฯ มานำเสียเลีย….เท่กว่าเยอะ

 

แต่การที่ได้เป็นรัฐมนตรีมันยิ่งใหญ่จริงๆ เป็นแล้วได้คุมกระทรวงกรมมากมาย เวลาจัดงานอะไรๆ สักครั้งจะมีแขกเหรื่อมากันมากมาย

กรรมมีจริง

หากคุณคิดจะใหญ่ขอให้ใหญ่ขอให้ประสบความสำเร็จจากหนึ่งสมองสองแขนขาด้วยผลงานของตัวเองเมื่อคุณเป็นคนเริ่มแล้วก็มีคนอื่นเริ่มตามด้วย ไม่นานสังคมก็จะมีแนวคิดที่เปลี่ยนไปโดยกว้างและแอนตี้ คนที่ชอบใช้วิชาเหี้ยศาสตร์ เองทั้งสังคมสุดท้ายมันก็ไปไม่รอด แต่นั่นหมายความว่าจิตใจคุณต้องพร้อมที่จะผจญแล้วผู้ที่เป็นระดับผู้บริหารก็ต้องมีหูที่พิเศษ คือทำหูเบาๆข้างหนึ่งหูหนักอีกครั้งหนึ่งแล้วจะเจอตรงกลางพอดี

ดังนั้นเบื้องต้น “คนที่เป็นผู้บริหารต้องนิ่ง และทำให้ลูกน้องมีศรัทธา และให้ผลประโยชน์แก่ลูกน้องพอสมควรที่สุดแล้วคุณจะอยู่ได้นาน และเป็นที่รักของลูกน้องตลอดไป”

คนที่เป็นลูกน้องเองบางครั้งก็ต้องมีความอดทน อาศัยผลงานสู้ต่อไป เพราะในโลกของความเป็นจริง ค่าของคนอยู่ที่ผลงาน เป็นที่นิยามที่เป็นจริง และมั่นคงส่วนคำที่กล่าวว่าค่าของคนอยู่ที่คนของใคร แม้ว่าจะเห็นผลเร็วได้สมประโยชน์ตามที่ปรารถนา แต่จะไม่มีความมั่นคงในชีวิตเลยแม้แต่น้อยและพยายามสำคัญตนเองผิดว่าเป็นคนที่สำคัญได้รับการยอมรับจากผู้ใหญ่หรือบริษัทมีขาดเราไม่ได้ หากคุณเป็นพนักงานลูกน้อง เราคิดอย่างนี้เมื่อไหร่ทำใจได้หรือว่ารับอันมิควรได้คือ ทุกขลาภ จะมาเยือนคุณเร็วๆ นี้แน่นอนเพราะความหลงตัวเองของคุณ