พฤติกรรมแห่งวาจา


มนุษย์แต่ละคนไม่มีใครดีทั้งตัวและช่วยทั้งหมดเพียงแต่หากเราจะคบใครอย่างลึกซึ้งสักคนเราก็ต้องอาศัยศาสตร์แห่งการดูพฤติกรรมตามที่กล่าวมานี้เอาไว้เป็นวัคซีนป้องกันตนเองบ้างก็คงจะดีไม่น้อย

พระพุทธเจ้าทรงตรัสเอาไว้ว่าคนพูดมากไม่พูดเท็จเป็นไม่มี

หากเรามาตั้งข้อสังเกตดีดีดูเหมือนพระพุทธเจ้าจะทรงพยายามชี้ให้เห็นว่าธรรมชาติของปากมนุษย์นี้มีหน้าที่หลักหลักอยู่เพียง2 อย่างกล่าวคือ

1. ไว้สำหรับเป็นที่รับอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
2. ไว้สำหรับเปล่งเสียงเพื่อสื่อสาร

นี่คือหน้าที่ของปากแต่มนุษย์ใช้ปากเกินความจำเป็นปากมีเอาไว้รับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์บางคนก็ไปดูดสิ่งเสพติดบางทีก็ไปดื่มของเมาเป็นต้น

กรณีที่พระพุทธองค์สอนว่าให้เอาไว้สำหรับสื่อสารนั้น เพื่อสำหรับสื่อสารธรรมดาแต่ไม่ได้รวมความไปถึงก็รณีที่มีการโต้ตอบต่อว่า ด่าทอ นินทา ป้ายสี วิพากษ์วิจารณ์ หากมีความจำเป็นต้องสื่อสารก็ควรสื่อสารในวาจาที่งดงามและเป็นกุศลเท่านั้นเช่น พูดคำจริง สวดมนต์ไม่นินทาว่าร้าย ดังจะเห็นได้จากในเรื่องของสินบัญญัติที่พระองค์ทรงวางเอาไว้ว่า

  • มุสาวาทาเวระมณี ซึ่งมีความหมายว่าห้ามพูดเท็จห้ามพูดส่อเสียดห้ามพูดคำหยาบห้ามพูดเพ้อเจ้อ
  • สุราเมระยะ ซึ่งมีความหมายว่าห้ามดื่มสุรา เบียร์ไวน์พูดง่ายๆ ของหมักดองที่ทำให้มึนเมาทุกชนิด
  • สัมมาวาจา หนึ่งในมรรคแปดที่ถือว่าเป็นประถมเทศนาสอนหรือสีทั้ง 5 มีความหมายว่าให้พูดแต่วาจาที่เป็นธรรม

แต่มนุษย์อาจหลงลืมในสามสิ่งนี้เลยต้องมาวุ่นวายเพราะปากสร้างกรรมกันมากมายเพราะปากโลกถึงวุ่นวายสังคมการเมืองสังคมในไหนหากมีปากเอาไว้ทำหน้าที่อย่างอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วย่อมวุ่นวายทั้งสิ้น

พระพุทธเจ้าทรงตรัสเอาไว้ชัดเจนแล้วว่าคนพูดเยอะโดยมากโกหกมากกว่าการพูดคำจริงผมช่วยทฤษฎีนี้เพราะพระพุทธองค์ตรัสคำไหนคำนั้นเป็นจริงเสมอ

ลักษณะของคนพูดคำเท็จมีดังนี้
1. พูดมากพูดเยอะ
2. พูดเร็วมาก
3. พูดติดๆ ขัดๆเพราะสมองไม่สามารถคิดคำโกหกได้ทัน
4. พูดด้วยจ้องหน้าอยู่ตลอดเวลา( เพราะคนโบราณเชื่อว่าคนพูดไม่มองหน้ายอมพูดคำเท็จคนเหล่านี้จึงแก้ด้วยการ  พูดล่ะมองหน้าคู่สนทนาทุกคำซึ่งผิดปกติและผิดธรรมชาติ)
5. พูดโดยไม่มองหน้าเลยแม้แต่คำเดียว
6. พูดเรื่องเดิมแต่วนไปวนมาจับแต่ความไม่ได้เลย
7. พูดไปหัวเราะไป

นอกจากนี้โทษอันเกิดจากกรรมของคนที่พูดโกหก พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ และพูดนินทา พูดส่อเสียด นั้นตามหลักแห่งความเชื่อของพระพุทธศาสนากล่าวว่า

เกิดในภพชาติใดที่ได้เป็นมนุษย์จะมีลักษณะดังนี้
1. พูดไม่ชัดถ้อยชัดคำ
2. พูดด้วยมีน้ำเสียงสั่นเครือและแหบแห้ง
3. พูดติดอ่าง
4. พูดหลายเสียง
5. มีเสียงพูดที่เล็กแหลมไม่กังวาล

อีกสิ่งหนึ่งต้องเข้าใจด้วยว่าสิ่งที่กล่าวมานี้เป็นผลของกรรมเก่าแต่หากในชาตินี้เค้ายังพูดโกหกทั้งที่พูดไม่ค่อยชัดพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือทั้งที่ยังพูดติดอ่างอยู่หรือพูดหลายเสียงยิ่งจะเป็นการสร้างกรรมให้เขาทวีคูณไปอีกถึงกับชาติต่อๆไปหากได้เกิดเป็นมนุษย์อีกก็จะต้องหูหนวกและ เป็นใบ้ อย่างแน่นอน

ลักษณะของคนที่จะพูดคำจริง
1. พูดชัดถ้อยชัดคำ
2. ไม่พูดมากเกินไป
3. พูดไม่วกวนในเรื่องเดิม
4. พูดแล้วเสียงกังวาลแปลว่าไม่ได้พูดเสียงดัง
5. พูดไม่ติดๆ ขัดๆ
6. พูดล่ะมองหน้าบางไม่มองหน้าบ้างตามแต่เหตุการณ์ซึ่งเป็นลักษณะของธรรมชาติมนุษย์

การที่จะคบใครสักคนแล้วสังเกตุดูว่าเค้าเป็นคนจริงกับเรา หรือไม่จากทฤษฎีที่กล่าวมาทั้งหมดนับได้ว่าเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้บางครั้งเราอาจจะพบคนมากมายหลายคนในแต่ละวัน หรือแม้แต่ตัวเราเองอาจจะต้องสวมหมวกหลายใบ ไม่ต่างไปจากละครร้อยฉากที่ปรากฏในแต่ละวัน

ดังนั้นการดูคนแต่ละคนว่าจริงใจกับเราหรือไม่อย่างไรสังเกตไม่ยากหากเราอาศัยในสิ่งที่ได้นำเสนอมาจากเบื้องต้นดังกล่าว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *