สาเหตุที่เศรษฐีประเมิน”ค่าตัว”ของตัวเองสูง

ผมขอย้ำอีกครั้งนะครับมันไม่ใช่ค่าตอบแทนต่อแรงงานที่เสียไปไม่ใช่เครื่องชี้วัดความพึงพอใจของลูกค้า คุณค่าของสินค้าหรือคุณภาพของการบริการรวมถึงไม่ใช่ค่าตอบแทนสำหรับความพยายามในการทำงานหรือค่าตอบแทนจากการให้บริการลูกค้าเป็นอย่างดี

เรามักได้ยินคนพูดกันว่ามันคือค่าตอบแทนที่ได้จากการทำงานและหลายคนที่พูดแบบนั้นก็มีเงินมากมายจากการมุ่งมั่นตั้งใจทำงานจริง

แต่เมื่อเทียบกันแล้วคนที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงานแต่กลับไม่มีเงินนั้นมีอยู่เยอะกว่ามากคุณเคยสงสัยไหมครับว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นคำตอบคือ เพราะจำนวนเงินที่คุณจะได้รับขึ้นอยู่กับว่าคุณคิดว่าตัวเองมีคุณค่าพอที่จะได้รับเงินหรือไม่นั่นเอง

พูดง่ายๆ ว่ายิ่งประเมินคุณค่าตัวเองมีค่าสูงมากเท่าไหร่คุณก็จะยิ่งมีความมั่งคั่งมากขึ้นเท่านั้น

คนที่เข้าใจหลักการนี้จะได้รับความมั่งคั่งอย่างเต็มที่โดยไม่รู้สึกเหนื่อยยากเลย

ยังไง คนก็ยังไม่ค่อยเข้าใจและยึดมั่นกับความเชื่อเดิมว่าเงินคือค่าตอบแทน พวกเขามองว่าถ้าไม่ทำงานเราจะหาเงินมาได้อย่างไร

ผมอยากให้คุณเลิกเชื่อแบบนั้นครับ
ดูอย่างภรรยาของเศรษฐีสิครับภรรยาของเศรษฐีย่อมมีเงินมากมายแล้วคุณคิดว่าเธอทำงานมากกว่าคนอื่นเป็นเท่าตัวหรือตั้งหน้าตั้งตาทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำเพื่อให้ได้เงินมาหรือเปล่า

ถ้าความคิดที่ว่าเงินคือค่าตอบแทนต่อแรงงานที่เสียไปหรือประโยชน์ที่เราได้ทำลงไปเป็นความจริงภรรยาของเศรษฐีที่เป็นแม่บ้านก็น่าจะต้องมีฐานะยากจนจริงไหม เพราะเธอไม่ได้ออกจากบ้านไปทำงานนอกบ้านรวมถึงไม่ได้ให้บริการคนอื่นหรือสร้างความสุขแก่คนจำนวนมาก แต่เธอก็ยังร่ำรวยได้อยู่ดีเพราะสามีให้เงินเธอเป็นประจำคุณคิดว่าถ้าเธอมองว่าตัวเองไม่มีค่าพอจะได้รับเงินเลยปฏิเสธหรือขอหย่าขาดจากสามี เธอจะยังรวยอยู่ใช่ไหมครับ

อาจพูดได้ว่าเธอประเมินค่าตัวของตัวเองไว้สูงจึงเป็นเศรษฐีได้นั่นเอง

ภรรยาของผมเองก็ได้รับเงินเดือนจำนวนมากเพราะทำงานเป็นผู้บริหารบริษัทของผมและผมก็ไม่เคยได้ยินภรรยาบอกกับผมว่าขอโทษนะคะที่คุณต้องจ่ายเงินเดือนให้ฉันเยอะแยะเลยสักครั้งเดียว

ผมเคยถามภรรยาครั้งหนึ่งว่าคุณได้เงินเดือนก้อนโตจากบริษัทของผมใช่ไหมเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าเงินมันมากเกินไป
ภรรยาตอบกลับมาว่า “ทำไมฉันต้องคิดแบบนั้นด้วยล่ะ”

นั่นแสดงว่าภรรยาผมคิดว่าตัวเองสมควรได้รับเงินเดือนจำนวนเท่านั้นเมื่อเราประเมินค่าตัวของตัวเองไว้สูงเงินก็ย่อมจะเข้ามามากมายเป็นธรรมดาหรือแม้กระทั่งอย่างเดียวที่บ้านผมก็คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ได้รับอาหารแมวทุกวันที่วันๆ เอาแต่นอน มันไม่ได้คิดสักนิดว่าขอบคุณนะที่วันนี้ช่วยเตรียมอาหารและที่นอนไว้ให้อีกแล้วทั้งที่ฉันไม่ได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์อะไรเลย

สรุปคือคุณต้องฝึกปรับปรุงบอกให้คิดว่าการได้รับจากคนอื่นไม่ว่าจะเป็นข้าวของ เงินทองหรือความช่วยเหลือน้ำใจไม่ใช่เรื่องผิดนี่คือเก่าแรกที่จะนำไปสู่ชีวิตที่มีเงินใช้ไม่ขัดสนครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *