ยอมขาดทุนไปเรื่อยๆ

พูดยังไงว่าการยอมขาดทุนคือทางลัดที่สั้นที่สุดในการเป็นคนที่มีเงินใช้ไม่ขัดสน

ตอนที่ผมลาออกจากงานมาเป็นที่ปรึกษาเธอเป็นการเปลี่ยนสถานะจากพนักงานบริษัทมาเป็นเจ้าของกิจการเจ้าของกิจการต่างจากพนักงานบริษัทตรงที่ต้องยื่นภาษีเองผมจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เสียภาษีน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะไม่อยากขาดทุน

หากรายได้ของผมสูงจนถึงระดับหนึ่งอัตราภาษีจะเพิ่มสูงขึ้นมากผมจึงพยายามควบคุมรายได้ให้ไม่สูงเกินเกณฑ์นั้นด้วยการซื้อของที่ไม่จำเป็นช่วงใกล้ปิดบัญชีและทำเรื่องไร้สาระมากมายเพื่อลดยอดไลค์ได้ของบริษัทเมื่อนึกย้อนดูแล้วนั้นเป็นการพยายามที่เปล่าประโยชน์ที่สุดสำหรับผม

คุณไซโต ฮิโตริ เป็นนักเขียนชื่อดังที่ผมนับถือมากผมได้ยินมาว่าเค้าเสียภาษีด้วยความเต็มใจและสนุกกับการเสียภาษีมากเพราะได้ฟังเรื่องนั้นแหล่ะผมจึงเริ่มพยายามอย่างเปล่าประโยชน์และตัดสินใจว่าจะเสียภาษีโดยไม่หาทางหลบเลี่ยง ผมไม่สนใจว่ารัฐบาลจะเอาภาษีผมไปจ่ายไปใช้ทำอะไรบ้างการคิดว่าภาษีที่ตัวเองเสียไปนั้นถูกนำไปใช้อะไรบ้างเป็นเรื่องที่เปล่าประโยชน์ตัวอย่างเช่นสมมุติว่าคุณบริจาคเงินให้เด็กยากไร้แต่คุณก็ไม่มีทางรู้อยู่ดีว่าเงินจำนวนนั้นถูกนำไปใช้เพื่อเด็กยากไร้จริงหรือเปล่าและถึงแม้มันจะถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ดีคุณก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี

สรุปคือเราไม่มีทางรู้เลยว่าเงินที่เราจ่ายไปจะถูกนำไปใช้กับเรื่องอะไรจึงควรเลิกเสียดายเงินที่ตัวเองจ่ายไปและใช้เงินไปเรื่อยเรื่อยโดยไม่คิดอะไรมากจะดีกว่า ที่ปรึกษาภาษีอากรที่ผมใช้บริการอยู่ให้คำแนะนำมากมายเกี่ยวกับวิธีลดหย่อนภาษีแต่ผมบอกปัดไปว่าไม่เป็นไรไม่ต้องหาทางลดหย่อนภาษีก็ได้เพราะผมเต็มใจจะจ่าย

เค้ายังหาทางช่วยผมไม่ต้องเสียภาษีมากจึงทำผมด้วยความลังเลว่าจะเอาอย่างนั้นจริงๆเหรอครับหลังจากนั้นผมก็ถูกเรียกเก็บภาษีเยอะมากทำเอาหน้ามืดตามที่ที่ปรึกษาภาษีอากรเตือนไว้แต่ผมก็จ่ายภาษีอย่างสบายใจครับสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือรายได้ของผมเพิ่มขึ้นเรื่อยเรื่อยทั้งที่ผมทำงานน้อยลง

ด้วยเหตุนี้ผมจึงคิดว่าการยอมขาดทุนคือวิธีหาเงินที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเรื่องการยอมขาดทุนยังไม่จบเพลงเท่านี้ครับผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมจากสถาบันนี้รับอนุญาตให้ทำงานเป็นวิทยากรและนำหลักสูตรฝึกอบรมจิตวิทยาไปตรวจสอบเองได้ด้วยอันที่จริงผมจะเรียกเก็บเงินจากพวกเขาก็เพราะนำชื่อเสียงของผมไปใช้ทำมาหากินผมเคยคิดแบบนั้นแต่ถ้าเรียกเก็บเงินจากพวกเขาจริงๆผมก็ต้องเสียภาษีมากขึ้นอีกทำให้เรื่องยิ่งยุ่งยากเปล่าเปล่าผมจึงตัดสินใจว่าผมไม่ต้องการอะไรแล้วสรุปก็คือผมใช้ชื่อเสียงผลงานและความน่าเชื่อถือของสถาบันนี้ไปใช้ฟรีฟรี

การยอมขาดทุนจึงเป็นวิธีหาเงินที่มีประสิทธิภาพที่สุดยิ่งผมยกชื่อเสียงของตัวเองให้คนอื่นไปมากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งได้รับบางอย่างกลับมามากเท่านั้นเป็นต้นว่าได้รับความมั่งคั่งกลับมามากถึงสองถึงสามเท่า

แต่หากคุณเคย ใช้วิธีคิดแบบคนทั่วไปทิวาไม่ยอมขาดทุนรมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบากคุณก็น่าจะลองเปลี่ยนมาเชื่อสิ่งที่ตรงกันข้ามดูแล้วคุณจะพบกับความสุขครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *