ธุรกิจที่ต้องลงมือทำด้วยตัวเองจะทำให้ชีวิตเป็นทุกข์

ธุรกิจที่ต้องลงมือทำด้วยตัวเองจะทำให้ชีวิตเป็นทุกข์

ธุรกิจที่ต้องลงมือทำด้วยตัวเองจะทำให้ชีวิตเป็นทุกข์

          ผมว่าธุรกิจส่วนตัวหรือเป็นอาชีพที่สดีนะครับเพราะไม่ต้องเข้าออกงานตามเวลาที่คนอื่นกำหนดผมตั้งใจว่าจะกลับญี่ปุ่นเมื่อไหร่จะ ไม่ทำงานบริษัทแต่จะทำธุรกิจส่วนตัวแทนชีวิตแบบนี้ ยังจะเป็นคนไร้อิสรภาพอยู่ดีแหละครับผมถามคนที่มีประสบการณ์ทำงานน้อยจะคิดว่ามันอิสระส่วนเจ้าของธุรกิจ ส่วนตัวก็คือกลุ่มคนที่มักจะไม่มีอิสรภาพที่สุดและอาชีพที่ฉันไม่อยากทำมากที่สุดก็คืออาชีพนี้นี่แหละทำไมหรอครับเราไม่ต้องเดินทางไปบริษัทจะทำงานเมื่อไหร่ก็ได้แถมไม่มีใครมาคอยควบคุมด้วยและที่สำคัญยิ่งทำก็ยิ่งได้เงินผมว่ามันสุดยอดเลยนะครับ

            แสดงว่าตอนนี้เธอหลงติดกับดักธุรกิจส่วนตัวเหมือนกับคนอื่นๆ คนที่ทำงานบริษัทอาจจะเชื่ออย่างนั้นเลยลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวกันเยอะแยะไปหมดก่อนจะรู้ตัวเอาหลายเดือนให้หลังว่าเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ถึงแม้จะมีรายได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวโดยเที่ยงธรรมงานเท่าเดิมแต่นั่นก็หมายความว่าจะต้องมีงานเข้ามาให้ทำด้วย ความเป็นจริงมันโหดร้ายเพราะเรื่องทำธุรกิจของตัวเองเธอจะพบว่ากว่าจะหาลูกค้าได้สักคนนั้นเลือดตาแทบกระเด็นเธอจะเริ่มรู้สึกกระวนกระวายเพราะทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คิดไว้แล้วจากนั้นก็จะเริ่มเข้าใจว่าที่เมื่อก่อนหาลูกค้าได้ง่ายง่ายก็พอความน่าเชื่อถือของบริษัทแถมที่ผ่านมายังมีพนักงานคนอื่นคอยช่วยสนับสนุนตอนทำงานในบริษัทใหญ่เราแค่ต้องหาลูกค้าให้ได้อย่างเดียวโดยไม่ต้องกังวลกับเรื่องอื่นทั้งทั้งที่งานสบายออกขนาดนี้แต่พอคนส่วนใหญ่เห็นว่าเงินเดือน ตัวเองเป็นจำนวนแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของยอดขายที่ทำได้ก็กลับไม่พอใจขึ้นมาเสียอย่างนั้น

คนมีอิสรภาพกับคนไร้อิสรภาพสิ่งที่ตัดสินว่าใครจะมีความสุขและความมั่งคั่งก็คือจุดยืน

คนมีอิสรภาพกับคนไร้อิสรภาพสิ่งที่ตัดสินว่าใครจะมีความสุขและความมั่งคั่งก็คือจุดยืน

คนมีอิสรภาพกับคนไร้อิสรภาพสิ่งที่ตัดสินว่าใครจะมีความสุขและความมั่งคั่งก็คือจุดยืน

ฉันอยากให้เธอจำไว้ว่าชีวิตของเธอจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับจุดยืนที่ตัวแทนเลือกแต่ละจุดยืนจะทำให้ชีวิตแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงขอแค่จุดยืนของเธอไม่ผิดพลาดเธอก็จะใช้ความสามารถที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างแน่นอนสิ่งที่ฉันอยากจะให้เธอรู้ไว้ก็คือในประเทศที่พัฒนาแล้วไม่มีใครสามารถบังคับให้เธอเลือกจุดยืนที่เธอไม่ชอบได้เธอมีสิทธิ์ที่จะเลือกได้อย่างอิสระพูดยังไงก็คือเธอเลือกเองได้ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน

ด้วยจุดยืนนี้ล่ะครับใช่โลกนี้มีคนอยู่แค่สองประเภทเท่านั้นก็คือคนที่มีอิสรภาพกับคนที่ไร้อิสรภาพคนที่มีอิสรภาพจะเป็นอิสระทางด้านการเงินสังคมและจิตใจเค้าจะไม่ทำตามความต้องการของใครแต่จะดำเนินชีวิตตามความคิดของตัวเองโดยไม่ต้องรอให้ใครมาช่วยเหลือส่วนคนไร้อิสรภาพจะใช้ชีวิตโดยพึ่งพาคนอื่นไม่ว่าจะเป็นด้านการเงินสังคมหรือจิตใจเค้าจึงไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นคนแบบไหนและอยากทำอะไรไม่สิต้องบอกว่าไม่ยอมคิดเองมากกว่าเพราะเขาคิดจะให้พ่อแม่พี่น้องคนรักรัฐบาลหรือสังคมมาช่วยแก้ปัญหาชีวิตให้ การใช้ชีวิตในแต่ละวันของคนที่มีอิสรภาพจะเต็มไปด้วยอิสระโอกาสความมั่งคั่งความสนุกสนานความสุขที่ได้เป็นผู้ให้และความรู้สึกขอบคุณ

ส่วนคนไร้อิสรภาพจะใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกหดหู่เหนื่อยล้ายากจนขาดแคลนการแข่งขันความอิจฉาหงุดหงิดไม่พอใจหรือโกรธเครืองเธอคิดว่าแบบไหนดีกว่ากันล่ะ

ก็เห็นกันชัดชัดอยู่แล้วแทบจะไม่ต้องถามเลยแล้วเธอทนแบกรับความรับผิดชอบของคนที่มีอิสรภาพได้หรือเปล่าคนที่มีอิสรภาพก็ต้องยอมเสียสละอะไรบางอย่างเพื่อแลกกับอิสรภาพเหมือนกันนะเช่นถูกสังคมเข้าใจผิดถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือไม่ต้องต่อสู้กับความรู้สึกผิดพอรู้ว่าจะต้องเจอกับเรื่องพวกนี้เธอยังอยากเป็นคนที่มีอิสรภาพอยู่อีกหรือเปล่าบางคนก็มีความสุขกับการใช้ชีวิตแบบคนธรรมดามากกว่านะ

ฟังดูยุ่งยากซับซ้อนจังเลยนะครับผมยังนึกภาพไม่ออกเลยเท่าไหร่เอาเป็นว่าถ้าพูดกันอยู่ในแง่ของหน้าที่การงานและพวกเขาทำงานอะไรกันเหรอครับ

ถ้าใจพูดในภาพง่ายง่ายก็คือคนไร้อิสรภาพจะต้องทำงานทุกวันเพื่อความอยู่รอดในขณะที่มีคนอิสรภาพสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายได้แม้จะไม่มีงานทำทุกวันก็ตามไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนในโลกของพวกเขาก็จะไม่รู้สึกขัดสนหรือลำบากฉันเรียกพวกเขาว่าคนที่มีอิสรภาพกระเพาะพวกเขามีอิสระทั้งทางด้านการเงินและจิตใจนี่แหละ

รู้จักกลไกของสังคม

รู้จักกลไกของสังคม

รู้จักกลไกของสังคม

หลังกลับจากการเดินเล่นรอบเช้าพวกเราก็มักจะมานั่งพักผ่อนกันที่ระเบียงแล้วคุณเกลเลอร์ ก็เริ่มพูดอย่างอารมณ์ดีสิ่งแรกที่ต้องเรียนรู้ก็คือกลไกของสังคมเพราะถ้าไม่รู้ว่ากลไกของสังคมที่ตัวเองอยู่ในตอนนี้มีลักษณะอย่างไรเธอก็จะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลยพวกลูกหลานเศรษฐีจะเรียนรู้เรื่องพรุ่งนี้ตั้งแต่เล็กๆเรียกว่าถ่ายทอดการจากรุ่นศูนย์รุ่นเลยทีเดียวเพราะการจะเป็นเศรษฐีน้ำจะต้องรู้ว่ากลไกของสังคมเป็นแบบไหนและทำงานอย่างไรก่อนอื่นเลยคิดว่าถ้าขยันและทำงานหนักเธอก็จะมีโอกาสเป็นเศรษฐีได้หรือเปล่า

ผมคิดว่าถ้าขยันและทำงานหนักก็น่าจะพอที่จะมีทางเป็นเศรษฐีได้นะครับถ้างั้นในโลกใบนี้ก็จะมีคนมากมายที่อายุเท่ากันแต่บางคนกลับหาเงินได้ปีละ 500,000,000 เยนบางคนหาได้ 50,000,000 เยนและมาคนก็หาได้แค่ 5,000,000 เยนเธอคิดว่าพวกเขาต่างกันตรงไหนคนที่หาเงินได้ 500,000,000 เยนทำงานหนักกว่าคนที่หาเงินได้ 5,000,000 เยนหรือร้อยเท่าหรือเปล่า

สุดท้ายแล้วค่าตอบแทนที่ได้จะขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของผลงาน คุณเกลเลอร เฉลยคำตอบว่าค่าตอบแทนที่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของผลงานพร้อมทั้งเขียนข้อความตัวโตโตลงบนกระดาษเช็ดปากว่าค่าตอบแทนที่เธอจะได้รับขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของผลงานจากนี้ไม่ว่าจะทำอะไรจงจำเรื่องนี้ไว้ให้ดีกดนี้ใช้ได้เสมอนั่นก็คือค่าตอบแทนที่เธอจะได้รับจะเท่ากับปริมาณและคุณภาพของผลงานที่เธอมอบให้กับโลกใบนี้เช่นงานกวาดถนนเป็นงานที่ใครใครก็ทำได้จึงได้ค่าตอบแทนน้อยเช่นเดียวกับพนักงานบริษัททั่วไปที่ไม่มีผลงานโดดเด่นในขณะที่ดารันนักแสดงทำให้คนจำนวนมากมีความสุขซึ่งได้ค่าตอบแทนมหาศาลส่วนศัลยแพทย์ได้รับค่าตอบแทนสูงเพราะต้องใช้ทักษะเฉพาะทางเข้าใจหรือยังว่าเมื่อเธอทำงานเธอจะได้รับค่าตอบแทน = ผลของที่จะทำ

มองสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง

มองสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง
มองสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง

เรื่องต่อไปนี้ฉันอยากจะให้เธอลองเก็บไว้ไปคิดดูคือความเป็นจริงของโลกเธอคิดว่าทำไมเราถึงมีคนที่ประสบความสำเร็จทั้งเรื่องเงินและเรื่องสังคมแต่ในขณะเดียวกันก็จะมีคนที่ไม่ประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นในด้านไหนเลยอยู่ด้วยผมอาจจะตอบคำถามข้อนี้ได้ทำไมน่ะหรอผมไม่เคยลองคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลยที่ผ่านมาก็เอาแต่คิดอยากที่จะประสบความสำเร็จและนั่นน่ะสิทำไมโลกนี้ถึงมีทั้งคนที่ประสบความสำเร็จแล้วคนที่ไม่ประสบความสำเร็จล่ะ

ผมไม่เคยคิดลึกซึ้งถึงขั้นนั้นแต่อยากที่จะเอาแต่เงียบก็น่าเจ็บใจผมเลยตอบไปว่าเพราะมีความแตกต่างกันในเรื่องของการศึกษาชาติตระกูลความสามารถแล้วก็โชคชะตาหรือเปล่าครับ

คนส่วนใหญ่มักจะคิดแบบนี้แหละชอบทึกทักเอาเองว่าตัวเองไม่มีความสำเร็จในชีวิตผิดกับคนที่ประสบความสำเร็จก็คิดว่าเรื่องพวกนั้นไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิดเธอรู้มั้ยว่าทำไมพวกเขาถึงคิดแบบนั้นเพราะพวกเขารู้จักการมองชีวิตตามความเป็นจริงไงล่ะถ้าลองสังเกตดูดีดีว่าคนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จต่างกันตรงไหนบ้างเธอจะเห็นว่าการศึกษาชาติตระกูลความสามารถหรือโชคชะตาไม่ได้มีผลต่อความสำเร็จเลย

คนที่ประสบความสำเร็จจะมองสิ่งต่างๆตามความเป็นจริงแต่คนทั่วไปจะไม่เป็นแบบนั้นพวกเขาจะมองแต่สิ่งต่างๆด้วยอคติความหวัดกลัวค่านิยมหรือหลักการที่ไม่ถูกต้องแบบนี้ก็ไม่ต่างกับถูกปิดตาไว้จนมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้นการรู้จักมองเนื้อหาที่แท้ของสิ่งต่างๆให้เกิดก็คือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จและมีความสุขถ้าเธอเปิดตาให้กว้างและมองสิ่งต่างๆตามความเป็นจริงความสำเร็จก็จะอยู่ไม่ไกลเลยแหละจากนี้ไปฉันจะถ่ายทอดเทรดรับทั้งหมด17 ข้อให้กับเธอเวลาฝึกเคล็ดลับแต่ละข้อเธอจะต้องเปิดตามองสิ่งต่างๆตามความเป็นจริงไม่เช่นนั้นเธอจะไม่สามารถเรียนรู้เคล็ดลับที่ได้เลยเพราะฉะนั้นเธอจะต้องกำจัดความหวัดกลัวความกังวลอคติและนิสัยของเธอที่คิดเองเออเองออกไปเสียก่อน

จงลืมเรื่องเงินไปซะ

จงลืมเรื่องเงินไปซะ

จงลืมเรื่องเงินไปซะ

บทเรียนที่รอคอยมานานเริ่มต้นขึ้นในเช้าวันถัดมาหลังรับประทานอาหารเช้าที่มีขนมปังและออมเลทสลัดเสร็จเรียบร้อยพวกเราก็ไปที่ระเบียงที่ชอบนั่งเล่นด้วยกันระเบียงดังกล่าวกว้างประมาณ 10 ตารางเมตรพื้นปูอิฐสีแดงสวยงามหลังคาตกแต่งอย่างปราณีตในวันที่ฝนตกหาปิดประตูกระจกระเบียงนี้จะไม่ต่างอะไรกับบ้านหลังโตเลยทีเดียวด้วยความที่ระเบียงที่ว่ายื่นออกมาจากตัวคฤหาสน์เล็กน้อยและหันไปทางสวนเจ้าของบ้านจึงสามารถจัดงานเลี้ยงไปพร้อมพร้อมกันกับการชมภาพวิวทิวทัศน์ที่สวยงามกับแขกได้พอคุณเกลเลอร์ หย่อนตัวลงนั่งบนม้านั่งแล้วเขาก็ยิ้มก่อนเอ่ยว่าขอฉันทำอะไรซักอย่างนะทำไมเธอถึงอยากประสบความสำเร็จล่ะ

หนึ่งปีที่ผ่านมานี้ผมตระเวนบรรยายไปทั่วอเมริกามันทำให้ผมตระหนักได้ว่าเงินคือกุญแจสำคัญสำหรับทุกอย่างเงินผลักดันให้คนเราลงมือทำสิ่งต่างๆได้ยิ่งกว่าอุดมการเสียอีกผมเลยคิดว่าถ้าจะเปลี่ยนแปลงสังคมเราก็จะต้องประสบความสำเร็จเป็นเศรษฐีให้ได้เสียก่อนและนี่คือเป้าหมายหลักในชีวิตของผมผมกล่าวอย่างหนักแน่นผมภาคภูมิใจกับความคิดนี้ของตัวเองมากทุกครั้งที่เราให้ผู้ประสบความสำเร็จที่ผมได้พบฟังทีไรพวกเขาจะชื่นชมว่ายังหนุ่มอยู่แท้แท้แต่คิดได้ถึงขนาดนี้คุณเกลเลอร์ กลับไม่มีท่าว่าจะประทับใจ เลยสักนิดในขณะที่ผมกำลังนึกในใจว่าอ้าวไม่เป็นอย่างที่คิดแฮะหมายความว่าเธออยากประสบความสำเร็จเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมนั้นหรอถ้าอย่างนั้นขอเปลี่ยนแปลงสังคมได้ต่อให้ตัวเองต้องยากจนก็ไม่เป็นไรสินะ คำถามนี้แทงใจดำผมยังจังเรื่องที่ผมคิดจะเปลี่ยนแปลงสังคมไม่ใช่เรื่องโกหกแต่ถ้าถามว่าถึงขั้นตระหนักตกระกำลำบากเป็นยาจกได้ไหมผมกลับไม่รู้จะตอบอย่างไรดี

คนที่จะประสบความสำเร็จและมีความสุขได้นั้นก็คือคนที่สามารถลืมเรื่องความสำเร็จได้ส่วนคนที่ใช้เงินหรือความสำเร็จเพื่อแสวงหาอำนาจความนับหน้าถือตาทางสังคมความรักหรือมิตรภาพจะพบแต่ความทุกข์เพราะสุดท้ายพ่อจะประสบความสำเร็จพวกเขาก็จะเพิ่งรู้ตัวว่าจิตใจไม่มีความสงบและไม่มีความสุขไงล่ะ

 5 เรื่องที่ควรรู้ก่อนไปเที่ยวไต้หวัน

 5 เรื่องที่ควรรู้ก่อนไปเที่ยวไต้หวัน

 5 เรื่องที่ควรรู้ก่อนไปเที่ยวไต้หวัน

อากาศเย็นสบาย อาหารอร่อย และวีซ่าไม่ต้อง ณ วินาทีนี้ไม่มีจุดหมายปลายทางใดที่จะสมบูรณ์แบบไปกว่าไต้หวันอีกแล้ว ไม่ว่าคุณจะอยากไปเดินเลาะตามตรอกซอกซอยและเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ในไทเป หาของอร่อยกินในเมืองไถ่ชงที่ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งอาหาร” ของไต้หวัน หรือเดินขึ้นเขาชมธรรมชาติที่อุทยานแห่งชาติทาโรโกะละก็ เราก็มี 5 เรื่องควรรู้ก่อนไปไต้หวันมาฝากกัน

  •  เที่ยวตอนนี้ ไม่ต้องขอวีซ่า

นักท่องเที่ยวไทยมีเฮกันอีกครั้ง เพราะตอนนี้รัฐบาลไต้หวันได้ขยายระยะการยกเว้นวีซ่าให้คนไทยออกไปอีกหนึ่งปี ทำให้คนไทยสามารถท่องเที่ยวในไต้หวันได้ 14 วัน (จากเดิม 30 วัน) โดยไม่ต้องขอวีซ่า โดยมีจะผลตั้งแต่ 1 ส.ค. ปีนี้ไปจนถึง 31 ก.ค. ปีหน้า ไม่ไปไต้หวันตอนนี้ แล้วจะไปตอนไหนอีกเล่า

  • พูดภาษาอะไรในไต้หวัน

แม้ว่าภาษาจีนกลางจะเป็นภาษาราชการของที่นี่ แต่ภาษาที่ชาวบ้านร้านตลาดใช้กันคือภาษาฮกเกี้ยน อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ คนรุ่นใหม่ในไต้หวันก็พูดภาษาอังกฤษได้

  • ไต้หวันประเทศสำหรับคนรักกิน

เมื่อไปเยือนไต้หวัน คุณจะถูกแวดล้อมไปด้วยอาหารจีนแบบเสฉวน หูหนาน กวางตุ้ง และเป่ยฟาง ไปไต้หวันทั้งที เมนูดังต่อไปนี้เป็นเมนูที่ “ควรกิน” ไม่ว่าจะเป็น บะหมี่เนื้อ, บะหมี่หอยนางรม, หลูวโล่วฟ่าน (ข้าวหน้าหมูพะโล้), แพนเค้กหอยนางรม และข้าวต้มแบบไต้หวัน ระดับราคาก็มีหลากหลายตอบสนองทุกงบประมาณ ตั้งแต่อาหารข้างทางและตามตลาดกลางคืนไปจนถึงอาหารภัตตาคารหรู

  •  เรื่องเงินๆ ทองๆ

ไต้หวันมีสกุลเงินเป็นของตนเองที่เรียกว่า New Taiwan Dollar หรือ “ดอลลาร์ไต้หวันใหม่” (เรารู้ว่ามันฟังดูแปลก) ซึ่งมีตัวย่อว่า TWD, NTD หรือ NT$ โดยสกุลเงิน TWD ณ ตอนนี้มีมูลค่าพอๆ กับเงินบาทไทยและสามารถหาแลกได้ตามร้านแลกเงินต่างๆ ในเมืองไทย

  •  ของฝาก

เพื่อพิสูจน์ว่าคุณได้ไปเยือนไต้หวันจริง (และไม่ได้ไปก็อปรูปจากอินสตาแกรมใครมา) การมีของฝากขึ้นชื่อติดไม้ติดมือกลับไปด้วยก็ช่วยพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นหยก เพชรตาแมว ชาอูหลงของไต้หวันแท้ๆ

เตรียมตัวไว้ก่อนไปไซง่อน

เตรียมตัวไว้ก่อนไปไซง่อน

เตรียมตัวไว้ก่อนไปไซง่อน

อย่างแรกคือวีซ่าคนไทยต้องเดินทางไปเวียดนามไม่ต้องใช้วีซ่าสามารถเดินทางไปได้เลยด้วยหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตที่มีอายุเหลือมากกว่าหกเดือนและสามารถเข้าไปเที่ยวอยู่ในเวียดนามได้ไม่เกินหนึ่งเดือนหากมีข้อสงสัยอื่นๆสามารถสอบถามที่สถานทูตเวียดนามได้และต่อมาสายการบินจะมีสายการบินหลายสายการบินจากกรุงเทพไปที่ใส่งอนหรือโฮจิมินห์เช่นสายการบินไทยสายการบิน Air France หรือไอเอเชียที่มีเที่ยวบินออกเดินทางทุกวันจากกรุงเทพไปไซ่ง่อนเช้าและเย็นทั้งไปและทั้งกลับ

เรื่องของการแรกเงินเมื่อเครื่องบินถึงสนามบินไซง่อน สิ่งแรกที่ต้องทำหลังผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองก็คือการมองหาเคาน์เตอร์แลกเงินที่ได้รับอนุญาตให้แลกเงินอย่างถูกกฎหมายหรือจริงๆจะแรกจากที่ประเทศไทยเลยก็ได้ค่ะส่วนอัตรานะวันนี้อยู่ที่ประมาณ 500 ดองกว่ากว่า = 1 บาทหรือคิดง่ายง่ายเพราะแบงค์ดองนั้นมีเลขศูนย์หลายตัวนักก็คิดว่า 10,000 ดองอยู่ที่ประมาณ 20 บาทหรือ 100,000 ดองก็ประมาณ 200 บาท

เรื่องของแท็กซี่หลังจากลงเครื่องบินแล้วอันดับสองในการเตรียมตัวเข้าเมืองก็คือการขึ้นแท็กซี่ไม่ต้องตกใจที่ได้เห็นผู้คนเข้ามารุมดึงยื้อแย่งมาเสนอราคาเคล็ดลับที่คนอยู่ที่นั่นบอกต่อกันมาคือการให้ใช้บริการที่มีอยู่ภายในสนามบินหรือถ้าพลาดเดินออกไปนอกอาคารแล้วก็ให้เดินไปทางซ้ายมือของตัวเองห่างออกไปจากหมูแท็กซี่ต่างๆเดินไม่ไกลเลยและเมื่อเกือบสุดตัวตึกจะเห็นเป็นโต๊ะเล็กๆกับคนในเครื่องแบบให้บอกคนตรงนั้นว่าจะใช้บริการแท็กซี่มิเตอร์ของบริษัท Vinasun or Mai Lin  ซึ่งราคาเข้าเมืองไปยามที่พักแบบประหยัดหรือในรัศมีที่เราเดินเที่ยว ได้ตามที่หมายในเล่มนี้จะอยู่ที่ประมาณ 95,000 ดองเท่านั้น

ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง

ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง

ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง

ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงอีกหนึ่งบริเวณทางภาคใต้ของเวียดนามที่มีสีสันและวิถีชีวิตที่น่าสนใจชีวิตผู้คนบริเวณนี้ผูกพันกับลำคลอง หนองบึง ต้นไม้ สวนผัก สวนผลไม้ ดอกไม้ ตลาดน้ำ ซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุและอาหารธรรมชาติที่เกิดจากการทับถมของตะกอนจากแม่น้ำสายเล็กใส่น้อยแล้วด้วยความที่มีท่าเรือสำหรับขนส่งโดยสารข้ามฟากมีอาณาบริเวณครอบคลุมเจ็ดจังหวัดแต่ละจังหวัดสามารถเดินทางถึงกันและกันได้ทางถนนเรือข้ามฟากและสะพานซึ่งเป็นสีสันที่น่าสนใจอย่างมาก

การเดินทางมาเที่ยวที่ดินดรปากน้ำหรือแม่โขงเดลต้า

ต้องระวังเรื่องความคาดหวังเพราะมันจะมีโฆษณาจากบริษัททัวร์ค่อยบอกเรื่องนั่งเรือเที่ยวตามส่วนมะพร้าวและตลาดน้ำซึ่งไม่ต่างกับการไปสมุทรสงคราม หรือตลาดน้ำดำเนินสะดวกที่เราคุ้นเคยเลยแถมยังแน่นขนัดไปด้วยนักท่องเที่ยวจึงอยากจะแนะนำให้มาเที่ยวเองโดยเลือกเดินตลาดในช่วงเช้าจริงๆด้วยค่ะอะไรก็ได้ใช้เวลาเดินทางจากไซง่อนเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น ถ้ามีเวลาสามารถออกไปเที่ยวชมชีวิตของคนที่แม่โขงเดลต้าได้ แนะนำให้ไปเมืองเกิ่นเทอ

เป็นเมืองเอกของจังหวัดชื่อเดียวกันมึงริมน้ำที่มีความเป็นตลาดเมืองและมหาวิทยาลัยตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำเฮาตัวเมืองจะไม่ค่อยมีอะไรพิเศษเท่าไหร่แต่ถ้าตังค์เหลือต้องไปตามแม่น้ำเฮาจะได้ไปเห็นวิถีชีวิตริมน้ำมีตลาดน้ำที่เจี๊ยวจ๊าวสดใสนะบริเวณคลองเจ็ดสายที่มาบรรจบกันทั้งคนทั้งเรือทั้งข้าวของเป็นตลาดน้ำของคนท้องถิ่นอย่างแท้จริงจากเมืองไปตลาดน้ำไกรางต้องนั่งรถอีกประมาณ 20 ถึง 45 นาทีในราคาระหว่าง 150,000 ถึง 300,000 ดอง

จากไซ่ง่อนใช้เวลาไปที่เมืองนี้ประมาณ 4 ชั่วโมงเป็นเงิน 85,000 ด่องเป็นไปได้ที่จะเช่ารถหุ้นกับเพื่อนราคาประมาณ 110 ถึง 130 ดอลล่าร์หรือจะนั่งรถมินิบัสจากสถานีรถบัตรตะวันตกที่ออกทุกๆชั่วโมงราคาคนละประมาณห้าถึง 8 ดอลล่าร์รถมินิบัสจากบริษัท Phuong Trang นั่งสบายกว่าเพราะรถใหญ่กว่าและมีห้องรองรับผู้โดยสารด้วย

Chau Doc

Chau Doc

Chau Doc

เมืองที่เกือบอยู่ทีมผมแดนระหว่างเวียดนามกับกัมพูชามีการสัญจรของนักท่องเที่ยวที่เดินทางอย่างคือเคยกมากที่สำคัญวิถีชีวิตของคนริมน้ำที่นี่ยังมีความอุดมสมบูรณ์และน่าค้นหาอย่างมากถึงแม้จะไกลจากไซ่ง่อนหลายชั่วโมงแต่ถ้ามีเวลาการมาที่นี่ก็จะคุ้มค่ามากๆเพราะมีกิจกรรมใหม่ใหม่ให้ทำต่างจากมึงอื่นๆทั้งชีวิตริมน้ำที่มีตลาดบ้านเรือนและผู้คนเมืองนี้จะมีตลาดน้ำหรือชื่อของชาวบ้านที่คือเคยกมากเรือราคาประมาณ 30,000 ดองต่อชั่วโมงไปที่หมู่บ้านจาม

นอกจากตลาดน้ำและเป็นเมืองข้ามไปประเทศกัมพูชาแล้วมึงนี้ยังมีพลังงานเมืองน่าสนใจเริ่มต้นที่มีผู้คนสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างมากกว่ามึงอื่นๆอัธยาศัยเป็นกันเองและเป็นมิตรกับคนต่างถิ่นนอกจากนี้สีสันของตึกอาคารก็ยังน่าสนใจหรือสีพาสเทลเป็นโทนสวย หากเดินทางมาจากไซง่อนต้องใช้เวลาราวๆห้าถึง 6 ชั่วโมง

Cau Dai Temple

Cau Dai Temple

Cau Dai Temple

       เกาได่ ตามรูปศัพท์แปลตรงตัวได้ว่าสิ่งสูงสุดลัทธินี้ได้รับการยอมรับจากการสร้างเสร็จในสมัยที่เป็นผู้ปกครองอาณานิคมในช่วงปี 1926 คือการรวมศรัทธาที่มีทั้งหมดในเวียดนามมารวมไว้ภายใต้สิ่งสูงสุดและหลักศรัทธาของลัทธินั้นมาจากส่วนผสมของทางศาสนาพุทธคริสต์อิสลามเต๋าและขงจื๊อมีการนับถือศาสนาหรือพระเจ้ามันเหมือนกับทุกศาสนา สัญลักษณ์ของสิ่งสูงสุดนี้คือรูปโลกกลมกลมที่ระบายสีเป็นลวดลายต่างๆโดยมีตาอยู่ตรงกลางและสัญลักษณ์นี้จะอยู่ตรงกลางแทนกลางวัดและมีรูปของพระเยซู พระพุทธเจ้า  ขงจื๊อ ประดับอยู่รอบรอบแท่นบูชา

         หน้าหมู่บ้านลองทานเป็นที่ตั้งของวัดเกาได่ ที่ใกล้เมืองไซง่อนที่สุดประมาณ 80 กิโลเมตรไปทางตะวันตกเฉียงเหนือแล้ววัดนี้เป็นวัดที่สวยงามและมีพิธีกรรมที่มีสีสันทุกๆวันมีการสวดมนต์วันละสี่ครั้งแต่ช่วงประมาณเที่ยงจะเป็นการสวดมนต์ที่มีสีสันที่สุดเพราะทุกคนจะแต่งชุดประจำตัวประจำฐานะทางศาสนามาร่วมกันทำพิธีไหว้พระสวดมนตร์

         ในความแตกต่างของสีสันของเสื้อผ้านั้นก็คือความหมายทั้งตำแหน่งและหน้าที่ของลัทธินั้นด้วยเช่นเป็นการแบ่งแยกกลุ่มนักบวช กลุ่มคนทรง กลุ่มผู้รับสารจะเทพ และกลุ่มสาวกผู้เชื่อฟังคำสั่งสอนของนักบวช การเดินทางมาวัดนี้ถือเป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าพลาดเพราะทำให้เราได้รู้จักวัฒนธรรมสภาศิลปะและวิถีชีวิตในอีกแง่มุมหนึ่งของคนเวียดนามที่มีเฉพาะในเวียดนามเท่านั้นจริงๆ