วิธีเป็นอยู่ที่ดึงดูดเงินเป็นอย่างไร

อย่าทำตัวเหมือนสุนัขจิ้งจอกในนิทานอีสป

ในบทที่แล้วผมได้พูดถึงสาเหตุที่คุณไม่กล้ารับเงินส่วนในบทนี้ผมจะอธิบายถึงทัศนคติหรือวิธีที่เป็นอยู่ที่ช่วยให้คุณกล้ารับเงินเอาไว้ครับ

ผมกล่าวไว้ในตอนต้นของหนังสือเล่มนี้ว่าในโลกนี้มีหนังสือแนวชี้แนะช่องทางรวยอยู่มากมายแต่สาเหตุที่คุณอ่านหนังสือเหล่านั้นแล้วไม่สามารถเป็นเศรษฐีได้เป็นเพราะคุณไม่ยอมรับเงินเอง

หรือพูดได้อีกอย่างว่าคุณไม่มีทักษะด้านการรับเงินเมื่อไม่มีทักษะด้านการรับเงินไม่ว่าจะเรียนรู้วิธีหาเงินมากมายแค่ไหนคุณก็ไม่มีทางร่ำรวยได้อยู่ดีและสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้คนมีทักษะด้านการรับเงินต่ำก็คือวิธีเป็นอยู่ซึ่งไปคนละทางกับวิธีทำเงิน

ดังนั้นอันดับแรกคุณต้องแก้ไขที่เป็นอยู่ของตัวเองให้ถูกเสียก่อนในบทนี้ผมจะธิบายให้ฟังว่าคุณควรเปลี่ยนวิธีเป็นอยู่ในด้านที่เกี่ยวกับเงินอย่างไร

หากคุณอยากมีวิที่เป็นอยู่ที่ดึงดูดเงินคุณต้องปฏิบัติตามขั้นตอนทั้งหมดสี่ขั้นเพื่อเปลี่ยนกระแสเงินให้ไหลเข้ามาหาคุณ
อย่างไรก็ตามคุณอาจรู้สึกไม่เชื่อหรือรับไม่ได้ในช่วงแรกๆเนื่องจากขั้นตอนเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยู่นอกกรอบสามัญสำนึกของคนทั่วไป และการดึงตัวเองให้ออกจากความเชื่อฝังรากนั้นยากมากวิธีที่เห็นผลเร็วที่สุดจึงเป็นการให้ทดลองทำในสิ่งที่แหกกฎออกไปอย่างสิ้นเชิง เงินเหมือนกับอากาศซึ่งจะมองไม่เห็นก็ต้องตระหนักว่ามี

เงินมีอยู่ทุกที่เหมือนกับอากาศคุณจะกล้ารับเงินและความมั่งคั่งเหมือนกับที่กล้าหายใจเอาอากาศเข้าปอดพูดยังไงว่าขั้นตอนแรกของการเปลี่ยนวิธีเป็นอยู่ให้ดึงดูดเงินก็คือคุณต้องตระหนักว่าเงินและความมั่งคั่งเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นแต่มีอยู่ทุกที่เหมือนกับอากาศนั่นเอง

เราทุกคนหายใจเอาอากาศเข้าไปแต่เวลาที่เราสูดอากาศเข้าเต็มปอดไม่ได้หมายความว่าอากาศในบริเวณนั้นเบาบางลงหรือบริเวณที่คนอื่นอยู่มีอาการแน่นหนากว่าอากาศกระจายตัวอยู่ทุกที่คุณไม่จำเป็นต้องกระตุ้นอากาศเอาไว้เพราะอากาศนี้เพราะใช้สำหรับทุกคน

ทุกคนรวมถึงตัวคุณเองเชื่อว่าอากาศมีอยู่จริงและจะไม่หมดไปเพราะนั่นเป็นความเชื่อฟังรักของมนุษย์เราครับเราไม่ได้ถูกสอนมาว่าอากาศเป็นของหายากต้องพยายามกักตุนเอาไว้และใช้อากาศหายใจอย่างรู้คุณค่ะแต่เราถูกสอนมาว่าให้หายใจเข้าไปลึกลึกเพราะอากาศไม่มีวันหมดเป็นของหาง่ายและมีอยู่เสมอ
               ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตจะดำเนินไปตามความเชื่อฟังรักของตัวเราเองเมื่อเราทุกคนเชื่อว่าอากาศเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นแต่มีอยู่ทุกที่แหละไม่มีวันหมดไปอากาศก็จะมีอยู่จริงสามารถใช้หายใจได้และมีปริมาณเพียงพอสำหรับทุกคนจึงไม่จำเป็นต้องกังวลแล้วว่ากลัวว่าจะไม่มีอากาศ

“ความช่วยเหลือ” จากบางสิ่งที่บอกไม่ได้ว่าคืออะไร

ในตอนท้ายของบทนี้ผมมีเรื่องสนุกสนุกจะเล่าให้ฟังครับ คนที่ได้เป็นเศรษฐีมักจะพูดว่า “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรแต่พอรู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นเศรษฐีไปแล้ว”

คำว่า “ไม่รู้เหมือนกัน” ว่าเพราะอะไรคือคำสำคัญครับมันหมายถึงการได้รับความช่วยเหลือจากบางสิ่งที่บอกไม่ได้ว่าคืออะไร

อยู่อย่างคนที่มาอบรมหลักสูตร being training ที่สถาบันโคะโคะโระยะ ก็ได้ครับมีหลายคนแสดงความกล้าด้วยการเลิกฝึกตัวเองในการทำงานหรือลาออกจากบริษัท แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรคนเรานั้นกลับมีเงินมากกว่าแต่ก่อนทั้งที่ไปเที่ยวบ่อยขึ้นและส่งเสื้อผ้าดีดีกว่าตอนทำงานบริษัทอีก

เงินจะเข้ามาด้วยเหตุที่ไม่คาดคิดครับ ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้หลายคนบางครั้งโดยไม่คาดคิดคือความช่วยเหลือจากคนอื่น เมื่อเราเริ่มฝืนตัวเองความช่วยเหลือจากคนอื่นจะเข้ามามากมายทำให้เรามั่งคั่งได้รวดเร็วกว่าตอนที่พึ่งตัวเองอย่างเดียว

เวลาที่มีเพลงฮิตหรือหนังสือติดอันดับขายที่ดีเหมือนกันถึงแม้นักร้องหรือนักเขียนจะพยายามทำผลงานให้ออกมาดีแค่ไหนก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าผลงานจะขายได้เพราะผลงานที่ขายดีมักจะมีปัจจัยความสำเร็จมากมายที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าคืออะไร

แต่ที่เรารู้แน่แน่ก็คือสิ่งที่สามารถผูกมิตรกับคนในสังคมย่อมขายได้ การผูกมิตรกับคนในสังคมในที่นี้หมายถึงการปล่อยวางทุกอย่างให้เป็นหน้าที่ของคนในสังคมหรือการพึ่งพาความช่วยเหลือจากคนอื่นนั่นเอง

ดังนั้นต่อให้เราวิเคราะห์ผลงานที่ประสบความสำเร็จแล้วเราทำเลียนแบบก็ไม่อาจขายดีแบบนั้นได้หากไม่พึ่งพาความช่วยเหลือจากคนอื่น

ผมเชื่อในพลังของความช่วยเหลือจากคนอื่นแบบ 100% เต็ม จึงเลิกตั้งเป้าหมายแล้ว

สรุปคือเมื่อผมเลิกตั้งเป้าหมายและรอความช่วยเหลือจากคนอื่นเรื่องดีดีก็เกิดขึ้นตามมาเอง ด้วยเหตุนี้ผมจึงอยากให้คุณเชื่อในพลังของความช่วยเหลือจากคนอื่นและเชื่อว่ามีบางสิ่งที่บอกไม่ได้ว่าคืออะไรคอยช่วยเหลือคุณซึ่งมันอาจจะเป็นโชค วาสนา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยคุ้มครองเราก็ได้

ตราบใดที่คุณยังเอาแต่ฝืนตัวเองเงินจะไม่เข้ามาหาแม่คุณจะพยายามหักโหมทำงานแค่ไหนก็ตาม

การไม่มีเงินคือสิ่งที่บ่งบอกว่าคุณมี”ความเชื่อ”ที่ผิด

หากตอนนี้คุณกำลังเดือดร้อนกังวลหรือวุ่นวายใจเพราะเรื่องเงินนั่นเป็นเพราะคุณเลือกที่จะเป็นแบบนั้นเองโดยไม่รู้ตัว

และสาเหตุที่ทำให้คุณเลือกที่จะเป็นแบบนั้นทั้งที่มีตัวเลือกอื่นก็คือ “ความเชื่อเรื่องเงินในแง่ลบ”

คุณยึดติดกับเรื่องเงินและพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว เพื่อไม่ให้เงินหมดไปคุณอาจคิดว่านั่นเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการหาเงินแต่จริงๆแล้วมันกลับทำให้คนยึดติดกับความเชื่อเรื่องเงินในแง่ลบมากยิ่งขึ้นส่งผลให้คุณรู้สึกกังวลและกลัวแทน

เมื่ออ่านมาจนถึงตรงนี้คงมีบางคนที่รู้สึกท้อแท้ว่าไม่รู้อยู่ดีว่าต้องทำยังไงหรือไม่ก็ไม่เห็นมีใครที่จะพึ่งพาได้เลย

ผมเข้าใจความรู้สึกครับแต่ผมอยากให้คุณมองว่าจากนี้ไปคือโอกาสที่คุณจะได้พบกับโลกที่ไม่เคยรู้จักและสิ่งที่อยู่นอกกรอบสามัญสำนึก กล่าวคือคนที่มีความเชื่อว่าต้องพยายามเงินถึงจะเข้ามาจะมีโอกาสเรียนรู้ว่ายังมีวิธีหาเงินที่นอกเหนือจากการพยายามด้วย

ดังนั้นจากนี้ไปคุณต้องลดฝุ่นตัวเองเลิกพยายามแล้วความมั่งคั่งจะเข้ามาหาคุณ เมื่อรักฝนตัวเองลาให้คุณลองเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากคนที่ไม่เคยขอความช่วยเหลือหรือคนที่คิดว่าไม่ควรขอความช่วยเหลือดูครับ

แล้วคุณจะได้รับความช่วยเหลือจากสิ่งที่คุณไม่คาดคิดและอยู่นอกกรอบสามัญสำนึกของคุณ

เมื่อเลิกฝืนตัวเอง”ความช่วยเหลือ” จากคนอื่นจะเข้ามา

ตราบใดที่ยังใช้ความพยายามคุณจะไม่มีวันมั่งคั่งเพราะยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ค่าตัวของคุณก็ยิ่งลดลงมากเท่านั้น แน่นอนว่ามีบางคนที่ร่ำรวยเป็นเศรษฐีได้จากการพยายามทำงานอย่างเอาเป็นเอาตายแต่คนเหล่านั้นจะไม่สามารถเลิกพยายามได้แม้จะรวยแล้วก็ตาม

กำลังของคนเรามีขีดจำกัดครับเราไม่สามารถทำอะไรเกินกว่ากำลังของตัวเองได้

ตัวอย่างเช่นเวลาคุณขุดลุมคนเดียวในแต่ละวันคุณคงพูดได้ไม่มากนักและถ้าหยุดพักเลยค่อยค่อยขุดการขุดลุมก็จะยิ่งล่าช้าเข้าไปอีก

หากกลุ่มในที่นี้คือความมั่งคั่งคนที่ขุดหลุมอยู่คนเดียวจะไม่สามารถขุดลุมที่มีขนาดใหญ่โตเกินกว่ากำลังการขุดของตัวเองได้

สำหรับคนที่มีความพยายามสูงมีพละกำลังมหาศาลหรือมีความอดทนสูงหากขุดแบบหามรุ่งหามค่ำก็อาจขุดหลุมที่มีขนาดใหญ่กว่าคนอื่นได้พอสมควรแต่ถึงอย่างไรสิ่งที่คนเพียงคนเดียวทำได้ก็มีขีดจำกัดอยู่ดี

แต่ถ้าเราขอความช่วยเหลือจากคนอื่นโดยการโอ้ยถามใครซักคนว่าขอโทษนะครับช่วยผมขุดหลุมหน่อยได้ไหมผลจะเป็นอย่างไร

ถ้าขุดกันสองคนจะได้หลุมใหญ่เป็นสองเท่าคุยกันสี่คนจะได้หลุมใหญ่เป็นสีเทาและถ้าขุดกัน 100 คนก็จะได้รวมยอดเป็น 100 เท่าแถมบางคนอาจจะมีเครื่องมือทุ่นแรงทำให้ขุดได้เร็วขึ้นอีกด้วย

ดังนั้นคุณจึงต้องสามารถขุดลุมที่มีขนาดใหญ่มหึมาได้ไม่เหมือนตอนคุณพยายามขุดด้วยตัวคนเดียว และเนื่องจากมีคนช่วยขุดหลุมให้ลุงจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยเรื่อยเองโดยที่คุณไม่อาจต้องทำอะไรเลยนี่คือผลที่ได้จากการขอรับความช่วยเหลือจากคนอื่นครับ

ในโลกนี้มีคนที่ชอบขุดลุมและคนที่ขุดลุมเก่งอยู่มากมายแต่สมัยก่อนตอนที่ผมกำลังขุดหลุมอยู่คนเดียวผมไม่ไว้ใจคนอื่นแม้จะมีคนมากมายยืนถือพลั่วและเข้ามาถามว่าให้ช่วยไหมผมก็ปฏิเสธไปว่าไม่เป็นไรครับผมจะทำเอง และพยายามขุดลุมคนเดียวต่อไปหรือบางทีผมอาจจะมองไม่เห็นผู้คนเหล่านั้นด้วยซ้ำ การเปิดรับความช่วยเหลือจากคนอื่นในที่นี้ก็คือการเปิดโอกาสให้คนอื่นได้ทำเรื่องที่เค้าชอบเมื่อเราปล่อยวางความคิดที่ว่าต้องทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวคนที่ชอบในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ก็จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและยิ่งเราปล่อยวางได้มากเท่าไหร่ความช่วยเหลือจากคนอื่นก็จะยิ่งเข้ามามากเท่านั้นทำให้เราได้รับความมั่งคั่งมากกว่าตอนที่พยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเองมาก

หรือพูดอีกอย่างก็คือการที่เงินไม่เข้ามาหาคุณนั้นเป็นเพราะคุณยึดติดกับการทำอะไรด้วยตัวเองมากเกินไปจนทำให้ไม่ยอมขอความช่วยเหลือจากคนอื่นและไม่เปิดใจให้กับใคร

ชีวิตจะไม่มั่งคั่งถ้ามัวแต่พยายาม

การใช้เงินไม่เข้ามาส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณไม่ยอมรับเงินเองแต่อีกสาเหตุสำคัญก็คือ “ความพยายาม” ครับเงินจะไม่เข้าหาคนที่พยายาม

เพราะคนที่พยายามมักจะประเมินค่าตัวของตัวเองไว้ต่ำนั่นเอง ผมบอกไปแล้วว่ารายได้นั้นอาจเป็นได้ทั้งค่าตั๋วและค่าแรงหรือทั้งค่าตัวค่าแรงประกอบกันไปเลยรักคนที่ประเมินค่าตัวของตัวเองไว้ต่ำมักจะพยายามทำงานหนักเพื่อให้รู้สึกคุ้มค่ากับค่าแรงที่ได้รับ สมัยที่ยังเป็นพนักงานบริษัทผมเองก็โหมทำงานหนักเพราะคิดแบบนั้นครับ

ผมเคยคิดว่าถ้าตัวเองไม่ทำงานก็จะไม่มีคุณค่าดังนั้นแม้ผมจะทำงานหนักจนได้เงินมามากมายแต่ในใจก็ยังคิดอยู่เสมอว่าถ้าหยุดทำงานเมื่อไหร่ก็จะไม่มีเงินหรือหมดเงินแน่ๆ

คนที่คิดว่าต้องพยายามถึงจะมีเงินใช้ชีวิตเขาก็จะเป็นจริงตามที่เค้าคิดเพราะคนเราจะดำเนินชีวิตตามความเชื่อฝังรากของตัวเองโดยไม่รู้ตัว

แต่มนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรเราไม่สามารถทำงานสำรอง 15 วันต่อปีตลอดไปได้ถ้าคิดว่าต้องทำงานถึงจะมีเงินเมื่อรางกายสู้ต่อไปไม่ไหวเมื่อไหร่เราก็จะจนลงทันที

มันก็เหมือนกับการวิ่งขึ้นบันไดเลื่อนที่กำลังเลื่อนลงนั่นแหละครับ

ตอนที่พยายามฮึดวิ่งขึ้นไปเราจะสามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้แต่ถ้าหยุดพักเมื่อไหร่เราก็จะเคลื่อนที่ลงไปข้างล่างทำให้ไปไม่ถึงเสียทีทั้งทั้งที่ข้างข้างกันนั้นมีบันไดเลื่อนขึ้นอยู่และมีคนมีน้ำใจส่งเสียงบอกว่า “นี่มาทางนี้สิ(คุณไม่ต้องพยายามก็ได้)” อยู่แท้ๆ

คนที่แล้วขึ้นบันไดเลื่อนลงคือตัวคุณเองคุณคิดว่าจะพยายามเงินถึงจะเข้ามา(ต้องออกแรงวิ่งขึ้นบันไดเลื่อนลงถึงจะขึ้นไปข้างบนได้นี่เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากฉันจะทำเรื่องขี้โกงอย่างการขึ้นบันไดเลื่อนขึ้นไม่ได้) จึงจงใจเลือกหนทางที่ต้องใช้ความพยายาม

อคติกับเงินเริ่มต้นที่ครอบครัว

คนเราเติบโตมากับความเชื่อฝังรากของตัวเองแม้จะโตเป็นผู้ใหญ่แต่ถ้าถูกเลี้ยงดูมาให้มีทัศนคติในแง่ลบหรือมีอคติกับเงินคุณก็จะยังคิดแบบนั้นไม่ต่างจากตอนที่เป็นเด็ก

คุณรู้จักไลนัส เด็กชายในการ์ตูนเรื่อง “Peanuts” ที่หอพักผมที่ใช้มาตั้งแต่เป็นทารกติดตัวอยู่ตลอดเวลาไหมครับ ไลนัสใช้ผ้าห่มเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้รู้สึกมั่นคงและปลอดภัย ความเชื่อฝังรากเองก็ทำหน้าที่เดียวกันนี้สำหรับเราทุกคนเราจะรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยเมื่อปฏิบัติตามความเชื่อฝังรากเช่นการอบออมเงินเป็นเรื่องที่ดี เงินเป็นสิ่งที่ต้องใช้อย่างระมัดระวังจึงไม่แปลกอะไรที่คนส่วนใหญ่จะรู้สึกต่อต้านหรือรับไม่ได้อย่างมากเวลามีใครหรือสิ่งใดมาสั่นคลอนความเชื่อนี้

ถ้าคุณรู้สึกว่ากว่าจะได้เงินมาแต่ละเยนนั้นช่างยากลำบากเบสรู้สึกขัดสนมีเงินไม่พอใช้ตลอดเวลา ให้คุณลองนึกสงสัยความเชื่อฝังราก ของตัวคุณเองเพราะการที่คุณมีปัญหาเรื่องเงินเป็นข้อบ่งชี้ว่าคุณมีความเชื่อฝังรากที่ไม่ถูกต้อง

ถ้าคุณอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองอยากบอกลาความเป็นอยู่ที่ยากลำบากและความกังวลที่มีสาเหตุจากเรื่องเงินรวมถึงอยากมีชีวิตที่มันข้างและมีเงินใช้ไม่ขัดสนแล้วก็คุณต้องทำลายความเชื่อฝังรากที่เปรียบเสมือนผ้าห่มของไลนัสเสียก่อน

คุณต้องปล่อยมือจากผ้าห่มที่คุณกอดไว้ตลอดเวลาจนเชื่อว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของตัวเองหากไม่ทำลายความเชื่อนี้ที่กรอกร่างสร้างชีวิตในปัจจุบันของคุณทิ้งชีวิตของคุณในอนาคตก็จะไม่มีทางเปลี่ยนแปลง

แล้วเราจะทำลายความเชื่อฝั่งรากได้อย่างไรอันดับแรกคุณต้องขนหาต้นตอของอคติที่มีกับเงินด้วยการลองทบทวนดูว่าอคติที่คิดว่าการหาเงินเป็นเรื่องที่ต้องเหนื่อยนายสายตัวแทบขาดการใช้เงินเป็นเรื่องที่ไม่ดีและเงินเป็นต้นเหตุของความเลวร้ายนั้นมีต้นกำเนิดมาจากอะไร

โดยทั่วไปแล้วอคติกับเงินมักเกิดจากประสบการณ์ไม่ดีภายในครอบครัวเช่น บางคนเติบโตมาโดยได้ยินพ่อแม่พูดว่าไม่มีเงินเคยเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันเรื่องเงินหรือไม่ก็จำภาพที่พ่อแม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินได้

บางคนฝังใจเรื่องที่พ่อแม่ไม่ยอมซื้อของเล่นให้เพราะให้เหตุผลว่าเปลืองเงินหรือตอนที่ครอบครัวพยายามเลือกซื้อของราคาถูกในซุปเปอร์มาร์เก็ต

พูดยังไงว่าเราทุกคนต่างก็มีความทรงจำที่ไม่ดีหรือประสบการณ์ที่ขมขื่นเกี่ยวกับเงินกันทั้งนั้น

ทำลายความเชื่อฝังรากเรื่องเงินด้วยการยกโทษให้กับตัวเองในอดีต
เมื่อทำลายได้แล้วคุณต้องเลิกยึดติดกับเรื่องราวในอดีตหรือก็คือคุณต้องเรียนรู้ที่จะยกโทษให้ความทรงจำที่เจ็บปวดและความผิดพลาดในอดีตแล้วบอกกับตัวเองว่าไม่ว่าจะอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตเธอเป็นที่รักของทุกคน

การยกโทษให้ตัวเองแบบนี้จะช่วยแก้ไขความรู้สึกด้านลบที่ยังค้างอยู่ในใจ และทำให้ความเชื่อฝังรากที่คุณยึดติดมาตลอดสูญสลายไปด้วย

หากคุณคิดถึงเรื่องเงินแล้วเกิดความรู้สึกในแง่ลบขึ้นมาแสดงว่าคุณต้องเคยมีความทรงจำที่ขมขื่นเรื่องเงินมาก่อนเพราะฉะนั้นลองค้นหาต้นเหตุของความรู้สึกนั้นดูครับ

ความเชื่อเกิดขึ้นได้อย่างไร

โดยทั่วไปแล้วความเชื่อที่ทำให้เงินไม่เข้ามาหาคุณเกิดจากวิธีที่คุณถูกเลี้ยงดูมาครับ

คนเราทุกคนล้วนมีความเชื่อหรือวิธีคิดที่เป็นลักษณะเฉพาะของตัวเองจึงไม่แปลกที่คน 100 คนจะคิดต่างกัน ไป 100 แบบ

แต่โดยทั่วไปเด็กทารกจะยังไม่มีความเชื่อใดๆ ตอนที่คุณยังเป็นเด็กทารกคุณประเมินคุณค่าของตัวเองไว้ต่ำหรือเปล่าครับ

ผมยังไม่เคยเห็นเด็กทารกที่มองโลกในแง่ร้ายน้อยใจง่ายขาดความมั่นใจในตัวเองหรือพยายามทุ่มเทเพื่อคนอื่นเลย ตอนแรกเกิดทุกคนเป็นเหมือนผ้าขาวยังไม่มีความเชื่อหรือความคิดไม่ว่าจะในแง่ดีหรือแง่ร้าย ทัศนคติที่มีต่อเรื่องเงินก็เหมือนกันไม่มีเด็กทารกคนไหนที่เกิดมาแล้วตระหนี่ถี่เหนียวใช้จ่ายฟุ่มเฟือยมีความคิดในแง่ลบหรือแง่บวกต่อเงินในทันที

หากตอนนี้คุณกำลังกังวลเรื่องเงินตระหนี่ถี่เหนียวหรือมีความคิดในแง่ลบต่อเรื่องเงินแล้วก็นั่นเป็นสิ่งที่คุณได้เรียนรู้ในภายหลังไม่ใช่ความคิดที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด พูดยังไงว่าในระหว่างที่คุณเติบโตคุณได้เรียนรู้คุณค่าของเงินรวมถึงวิธีการใช้และวิธีการหาเงินจากคำสอนสิ่งที่ได้เห็นและได้ฟังมารวมถึงสิ่งที่ได้สัมผัสมาของใครสักคน

เศรษฐีจะมีโอกาสเรียนรู้ ”วิธีคิดของเศรษฐี” ส่วนคนที่ไม่มีเงินส์เรียนรู้”วิธีคิดที่ทำให้เงินหมดไป”

ความเชื่อหรือวิธีคิดที่เกิดจากสภาพแวดล้อมสามารถเรียกได้ว่า”ความเชื่อฝังราก”

ปกติแล้วคนเราจะปฏิบัติกับเงินตามความเชื่อฝังรากที่มีอยู่เช่น

  • ไม่หาเงินด้วยวิธีสกปรก
  • ต้องใช้ความพยายามถึงจะมีเงินเข้ามา
  • ต้องออมเงินไม่เช่นนั้นจะลำบากเวลาที่จำเป็นต้องใช้เงิน

กระแสเงินเป็นสิ่งที่หมุนเวียนไปตามมุมมองหรือทัศนคติกล่าวคือ ถ้าคุณเชื่อว่าเงินเป็นสิ่งที่ต้องเหนื่อยยากถึงจะได้มาคุณก็ต้องหักโหมทำงานอย่างหนักเพื่อให้มีเงินแล้วถึงจะเก็บเงินไว้ได้มากแค่ไหนลึกลึกคุณก็ยังอดกังวลไม่ได้ว่า”เงินอาจจะหมดไป”

ถ้าคุณยังมีทัศนคติต่อเงินในแง่ลบและยึดติดอยู่กับ”ความเชื่อฝังราก”แบบนี้เงินก็จะไม่เข้ามาหาคุณแน่นอน

ทำไมเงินถึงไม่เข้ามาหาคุณ

เงินไม่เข้ามาเพราะคุณไม่ยอมรับไว้

ถ้าคุณอยากได้เงินมากแล้ว จู่ๆ มีใครสักคนเอาเงินก้อนโตมาให้คุณจะทำอย่างไรครับ

ลึกลึกในใจแล้วทุกคนคงอยากรับมันไว้แต่ในความเป็นจริงคนส่วนใหญ่กลับไม่ยอมรับเงินด้วยเหตุผลต่างๆนานาเช่น

ไม่รู้ว่าเค้าเอาเงินมาให้เราทำไม
ต้องการซื้อตัวเราด้วยเงินหรือเปล่า
ต้องมีเรื่องอะไรไม่ดีอยู่เบื้องหลังแน่ๆ
ไม่ควรรับเงินที่ไม่รู้ที่มาที่ไป

ในเมื่อคุณอยากได้เงินมากแต่ทำไมพอมีเงินก้อนโตมากองอยู่ตรงหน้ากลับไม่ยอมรับมันล่ะ

สาเหตุที่เงินไม่เข้ามาหาก็เพราะคุณปฏิเสธเงินแบบนี้ไงล่ะครับคุณคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่ามากพอที่จะรับเงินเอาไว้เพราะไม่ได้ลงมือทำอะไรแล้วได้ไปอยู่เฉยเฉยอีกทั้งยังรู้สึกเกรงใจจนไม่กล้ารับเงิน

“พูดง่ายๆคือคุณคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่ามากพอที่จะได้รับเงินนั่นเอง”

ผมพูดไปแล้วว่าคนที่รู้สึกขัดสนเรื่องเงินอยู่ตลอดเวลามาประเมินค่าตัวของตัวเองไว้ต่ำและมีความเชื่อว่าตัวเองไม่มีคุณค่าจึงไม่กล้ารับความมั่งคั่งเอาไว้นั่นเป็นความเชื่อหรือวิธีคิดของคนจนครับคนจนจะมีวิธีคิดบางอย่างที่ทำให้ยากจนในขณะที่เศรษฐีเองก็มีวิธีคิดที่จะนำพาไปสู่ความร่ำรวย

คุณจะเลือกใช้วิธีคิดแบบไหนก็ได้ แต่การคิดแบบเศรษฐีน่าจะทำให้ชีวิตสบายมากกว่าจริงไหมครับ. มุ่งหมายของบทความเรื่องนี้อยู่ที่การแก้ไขมุมมองหรือทัศนคติดังนั้นถ้าคุณอยากมีเงินใช้ไม่ขัดสนแล้วก็ลงมือทำตามคำแนะนำในบทความนี้ได้เลย

สาเหตุที่เศรษฐีประเมิน”ค่าตัว”ของตัวเองสูง

ผมขอย้ำอีกครั้งนะครับมันไม่ใช่ค่าตอบแทนต่อแรงงานที่เสียไปไม่ใช่เครื่องชี้วัดความพึงพอใจของลูกค้า คุณค่าของสินค้าหรือคุณภาพของการบริการรวมถึงไม่ใช่ค่าตอบแทนสำหรับความพยายามในการทำงานหรือค่าตอบแทนจากการให้บริการลูกค้าเป็นอย่างดี

เรามักได้ยินคนพูดกันว่ามันคือค่าตอบแทนที่ได้จากการทำงานและหลายคนที่พูดแบบนั้นก็มีเงินมากมายจากการมุ่งมั่นตั้งใจทำงานจริง

แต่เมื่อเทียบกันแล้วคนที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงานแต่กลับไม่มีเงินนั้นมีอยู่เยอะกว่ามากคุณเคยสงสัยไหมครับว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นคำตอบคือ เพราะจำนวนเงินที่คุณจะได้รับขึ้นอยู่กับว่าคุณคิดว่าตัวเองมีคุณค่าพอที่จะได้รับเงินหรือไม่นั่นเอง

พูดง่ายๆ ว่ายิ่งประเมินคุณค่าตัวเองมีค่าสูงมากเท่าไหร่คุณก็จะยิ่งมีความมั่งคั่งมากขึ้นเท่านั้น

คนที่เข้าใจหลักการนี้จะได้รับความมั่งคั่งอย่างเต็มที่โดยไม่รู้สึกเหนื่อยยากเลย

ยังไง คนก็ยังไม่ค่อยเข้าใจและยึดมั่นกับความเชื่อเดิมว่าเงินคือค่าตอบแทน พวกเขามองว่าถ้าไม่ทำงานเราจะหาเงินมาได้อย่างไร

ผมอยากให้คุณเลิกเชื่อแบบนั้นครับ
ดูอย่างภรรยาของเศรษฐีสิครับภรรยาของเศรษฐีย่อมมีเงินมากมายแล้วคุณคิดว่าเธอทำงานมากกว่าคนอื่นเป็นเท่าตัวหรือตั้งหน้าตั้งตาทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำเพื่อให้ได้เงินมาหรือเปล่า

ถ้าความคิดที่ว่าเงินคือค่าตอบแทนต่อแรงงานที่เสียไปหรือประโยชน์ที่เราได้ทำลงไปเป็นความจริงภรรยาของเศรษฐีที่เป็นแม่บ้านก็น่าจะต้องมีฐานะยากจนจริงไหม เพราะเธอไม่ได้ออกจากบ้านไปทำงานนอกบ้านรวมถึงไม่ได้ให้บริการคนอื่นหรือสร้างความสุขแก่คนจำนวนมาก แต่เธอก็ยังร่ำรวยได้อยู่ดีเพราะสามีให้เงินเธอเป็นประจำคุณคิดว่าถ้าเธอมองว่าตัวเองไม่มีค่าพอจะได้รับเงินเลยปฏิเสธหรือขอหย่าขาดจากสามี เธอจะยังรวยอยู่ใช่ไหมครับ

อาจพูดได้ว่าเธอประเมินค่าตัวของตัวเองไว้สูงจึงเป็นเศรษฐีได้นั่นเอง

ภรรยาของผมเองก็ได้รับเงินเดือนจำนวนมากเพราะทำงานเป็นผู้บริหารบริษัทของผมและผมก็ไม่เคยได้ยินภรรยาบอกกับผมว่าขอโทษนะคะที่คุณต้องจ่ายเงินเดือนให้ฉันเยอะแยะเลยสักครั้งเดียว

ผมเคยถามภรรยาครั้งหนึ่งว่าคุณได้เงินเดือนก้อนโตจากบริษัทของผมใช่ไหมเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าเงินมันมากเกินไป
ภรรยาตอบกลับมาว่า “ทำไมฉันต้องคิดแบบนั้นด้วยล่ะ”

นั่นแสดงว่าภรรยาผมคิดว่าตัวเองสมควรได้รับเงินเดือนจำนวนเท่านั้นเมื่อเราประเมินค่าตัวของตัวเองไว้สูงเงินก็ย่อมจะเข้ามามากมายเป็นธรรมดาหรือแม้กระทั่งอย่างเดียวที่บ้านผมก็คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ได้รับอาหารแมวทุกวันที่วันๆ เอาแต่นอน มันไม่ได้คิดสักนิดว่าขอบคุณนะที่วันนี้ช่วยเตรียมอาหารและที่นอนไว้ให้อีกแล้วทั้งที่ฉันไม่ได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์อะไรเลย

สรุปคือคุณต้องฝึกปรับปรุงบอกให้คิดว่าการได้รับจากคนอื่นไม่ว่าจะเป็นข้าวของ เงินทองหรือความช่วยเหลือน้ำใจไม่ใช่เรื่องผิดนี่คือเก่าแรกที่จะนำไปสู่ชีวิตที่มีเงินใช้ไม่ขัดสนครับ

“ค่าแรง” คือเงินที่ได้มาจากความพยายาม

           “ค่าแรง” ในที่นี้หมายถึงเงินที่ต้องใช้ความพยายามความทุ่มเทหรือลงมือลงแรงเพื่อให้ได้มาในขณะที่”ค่าตัว”คืนเงินที่ได้มาเพราะคิดว่าตัวเองมีคุณค่าพอที่จะได้รับ

ตัวอย่างเช่นสมมุติว่าคุณมีรายได้เดือนละ 300,000 เยนถ้าคิดว่าระดับคุณค่าของตัวเองอยู่ที่ 300,000 เยนรายได้ทั้งหมดของคุณจะถือเป็นค่าตัว คุณจึงสามารถทำงานได้อย่างผ่อนคลายหรือถ้าคุณคิดว่าค่าตัวของตัวคุณเองนั้นอยู่ที่ 200,000 เยนคุณก็จะรู้สึกว่าต้องใช้ความพยายามเพื่อให้คุ้มค่ากับค่าแรงอีก 100,000 เยนแต่ถ้าคุณคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่าเลยรายได้ 300,000 เยนก็จะเป็นสิ่งที่คุณมองว่าต้องใช้ความพยายามอาบเหนือต่างน้ำกว่าจะได้มา อาจพูดได้ว่ายิ่งคิดว่าค่าตัวของตัวเองต่ำมากเท่าไหร่คุณก็จะยิ่งรู้สึกว่าต้องใช้ความพยายามเพื่อให้ได้หรือให้สมกับค่าแรงมากเท่านั้น คุณอาจจะคิดว่าจะแบ่งแยกเงินที่ได้ออกมาเป็น”ค่าตัว”กับ”ค่าแรง”ไปทำไมในเมื่อสุดท้ายแล้วก็ยังมีรายได้เท่าเดิมอยู่ดี

คำตอบคือเมื่อคุณตระหนักถึงคุณค่าของตัวคุณเองแล้วคุณจะเริ่มวิตกกังวลน้อยลง เลิกโทษตัวเองและมีความมั่นใจมากขึ้น

คุณเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่รู้สึกเหมือนตัวเองช่างไม่คู่ควรเอาเสียเลยไหมครับ เป็นต้นว่าได้งานในบริษัทชื่อดังที่มองไปทางไหนก็รู้สึกว่ามีแต่คนที่เก่งกว่าเราหรือไปงานเลี้ยงรุ่นแล้วรู้สึกว่ามีแต่คนที่ประสบความสำเร็จกว่าคุณจะไม่รู้สึกแบบนั้นอีกถ้ามองตัวเองมีคุณค่าครับ

ในทางตรงกันข้ามถ้าคุณคิดว่าตัวเองมีเพียงค่าแรงเท่านั้นคุณก็ต้องมุ่งมั่นทำงานอย่างหนักเพื่อทดแทนความรู้สึกไม่คู่ควรกับสิ่งที่ได้รับแต่ด้วยความที่คุณประเมินค่าตัวเอาไว้ต่ำต่อให้ทุ่มเทแค่ไหนลึกแล้วคุณก็จะไม่พอใจในผลงานที่ทำและไม่มีความสุขอยู่ดีหรือแย่กว่านั้นคุณอาจหักโหมจนสุขภาพกายและสุขภาพใจย่ำแย่ไปเลยก็ได้ คุณไม่จำเป็นต้องดูถูกตัวเองขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ที่คุณเริ่มดูถูกตัวเองคุณเคยถูก
ใครตำหนิจนเริ่มคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่าหรือเปล่า?

ไม่ว่าใครจะบอกว่าคุณไม่มีคุณค่ะมันก็เป็นความคิดของเขาคุณไม่จำเป็นต้องไปเห็นคอยตามว่าตัวเองไม่มีคุณค่าตามเขาเลยสักนิด คุณควรหันมากำหนดค่าตัวของตัวเองให้สูงสูงไว้ก่อนครับ

ผมอยากให้คุณเปลี่ยนมาคิดว่าต่อให้ตัวเองจะไม่ทำงานไม่ได้สร้างผลงานใดใดหรือไม่ได้ทำอะไรเลยก็ยังมีสิทธิ์ได้รับค่าตัวสูงๆ

คุณต้องคิดว่าตัวเองมีคุณค่าคู่ควรกับการรับค่าตัวเดือนละ 500,000 เยนหรือ 1,000,000 เยนได้แม้จะเอาแต่นอนแล้วกระแสของเงินจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง คุณต้องฝึกตัวเองให้ช่วยให้ได้ว่าถึงจะไม่พยายามคุณก็ได้รับความรักและการยอมรับมากพอแล้วเมื่อคุณยอมรับว่าตัวเองมีคุณค่าคุณจะประเมินค่าตัวของตัวเองสูงขึ้นเพียงเท่านี้กระแสเงินก็จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
คุณอ่านนึกสงสัยว่ามันจริงหรือและถามตัวเองแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาผมขอให้คุณพูดตอบกลับไปว่าจริงตัวคุณมีคุณค่าและได้รับการยอมรับอยู่แล้วเมื่อทำแบบนี้บ่อยครั้งเข้าในที่สุดคุณก็จะเชื่อมั่นอย่างสนิทใจแล้วเงินก็จะกลายเป็นของที่ได้มาอย่างง่ายดายสำหรับคุณ